วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิเคราะห์ฟุตบอลอุ่นเครื่อง ทีมชาติสก็อตแลนด์ - ทีมชาติอังกฤษ

วิเคราะห์ฟุตบอลอุ่นเครื่อง ทีมชาติสก็อตแลนด์ - ทีมชาติอังกฤษ



ศึกฟุตบอลนัดอุ่นเครื่อง
  • ทีมชาติสกอตแลนด์ทีมชาติอังกฤษ
  • แข่งวัน: อังคารที่ 18 พฤศจิกายน 2557 
  • แข่งเวลา: 03.00 นาฬิกา
  • แข่งที่สนาม: เซลติก ปาร์ค
  • สภาพอากาศ: 8 °C มีเมฆบางๆ

ผลงานการพบกัน 2 นัดหลังสุด
  1. วันที่ 14-8-13   ศึกฟุตบอลกระชับมิตร ทีมชาติอังกฤษ 3-2 ทีมชาติสกอตแลนด์
  2. วันที่ 17-11-99 ศึกฟุตบอลคัดยูโร        ทีมชาติอังกฤษ 0-1 ทีมชาติสกอตแลนด์

ผลงานการแข่ง 5 นัดหลังสุด

ทีมชาติสกอตแลนด์
  1. วันที่ 14-11-14 ผลบอล ชนะ    ทีมชาติไอร์แลนด์ 1-0 นัดเหย้า
  2. วันที่ 14-10-14 ผลบอล เสมอ ทีมชาติโปแลนด์   2-2 นัดเยือน
  3. วันที่ 11-10-14 ผลบอล ชนะ   ทีมชาติจอร์เจีย     1-0 นัดเหย้า
  4. วันที่ 07-09-14 ผลบอล แพ้     ทีมชาติเยอรมนี     1-2 นัดเยือน
  5. วันที่ 28-05-14 ผลบอล เสมอ  ทีมชาติไนจีเรีย     2-2 นัดกลาง

ทีมชาติอังกฤษ
  1. วันที่ 15-11-14 ผลบอล ชนะ  ทีมชาติสโลเวเนีย      3-1 นัดเหย้า
  2. วันที่ 12-10-14 ผลบอล ชนะ  ทีมชาติเอสโตเนีย     1-0 นัดเยือน
  3. วันที่ 09-10-14 ผลบอล ชนะ  ทีมชาติซาน มารีโน   5-0 นัดเหย้า
  4. วันที่ 08-09-14 ผลบอล ชนะ  ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ 2-0 นัดเยือน
  5. วันที่ 03-09-14 ผลบอล ชนะ  ทีมชาตินอร์เวย์          1-0 นัดเหย้า

เช็คสภาพความพร้อม - สภาพทีม

ทีมชาติสกอตแลนด์

  • ทางด้านสตีเว่น เฟล็ทเชอร์เจ็บจากเกมคัดยูโร 
  • ในส่วนของคริส มาร์ตินน่าจะได้ลงเล่นในแนวรุกแทนอีกครั้ง 
  • ด้านแดนกลาง ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ ต้องรอลุ้นว่าจะฟิตพอลงเล่นได้หรือไม่ 
  • ในส่วนดาวรุ่งอย่าง ลูอิส แม็คลอยด์ อาจจะได้มีลุ้นลงประเดิมสนามในนัดนี้ด้วย 
  • ส่วนของ เคร็ก กอร์ดอน นั้นคงจะได้ลงมาเฝ้าเสาบ้าง 
  • และ สตีเว่น เนสมิธ น่าจะยังเป็นตัวหลักในการทำเกม



ทีมชาติอังกฤษ

  • ในส่วนของ โจ ฮาร์ท นั้นถูกปล่อยตัวจากเกมนี้ 
  • ทำให้ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ นั้นจะลงเฝ้าเสาแทน 
  • ในด้านแนวรับ ฟิล จากีลก้า เกิดอาการบาดเจ็บเล็กน้อย 
  • ตัวของ คริส สมอลลิ่ง อาจได้ลงเล่นแทนตัว คาลั่ม แชมเบอร์ส
  • ทางด้าน ลุค ชอว์ คงลงยืนตำแหน่ง ฟูลแบ็กด้วย 
  • ดูเหมือนว่า รอสส์ บาร์คลี่ย์ นั้นมีลุ้นลงเล่นแดนกลาง 
  • ตัวของ สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง บาดเจ็บเล็กน้อย แต่คงมีส่วนร่วมได้ 
  • และไซโด เบราฮิโน่ นั้นต้องลุ้นว่าจะได้ลงตัวจริงในแนวรุกหรือไม่


วิเคราะห์ผลบอลรูปแบบเกม

ในเกมนี้ทั้งสองทีมคงเน้นทดลองทีมเป็นหลัก แต่ก็คงจัดชุดที่แกร่งพอลงสนาม เพราะถือเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี ทีมชาติสกอตแลนด์นั้นได้เล่นในบ้านด้วยฟอร์มที่มั่นใจขึ้นกว่าเดิม น่าจะสู้กับ ทีมชาติอังกฤษได้อย่างสนุก ทีมชาติสิงโตคำรามนั้นคงเล่นแบบไม่กดดันเพราะทำผลงานมาดีต่อเนื่อง ซึ่งในเกมนี้น่าจะมีโอกาสพอ ๆ กันและอาจจะจบลงอย่างมิตรภาพ


รายชื่อผู้เล่น 11 คนแรกที่คาดว่าจะได้ลง

ทีมชาติสกอตแลนด์ ระบบ 4-2-3-1:
  1. เคร็ก กอร์ดอน
  2. คัลลั่ม แพตเตอร์สัน
  3. รัสเซลล์ มาร์ติน
  4. แกรนท์ แฮนลี่ย์
  5. เคร็ก ฟอร์ไซธ์
  6. ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์
  7. ลูอิส แม็คลอยด์
  8. เกรแฮม ดอร์แรนส์
  9. สตีเว่น เนสมิธ
  10. ชอน มาโลนี่ย์
  11. คริส มาร์ติน

รายชื่อผู้จัดการทีม: กอร์ดอน สตรัคคั่น


ทีมชาติอังกฤษ ระบบ 4-4-2:
  1. เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์
  2. คาลั่ม แชมเบอร์ส
  3. แกรี่ เคฮิลล์
  4. คริส สมอลลิ่ง
  5. ลุค ชอว์
  6. เจมส์ มิลเนอร์
  7. แจ๊ค วิลเชียร์
  8. รอสส์ บาร์คลี่ย์
  9. อเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน
  10. เวย์น รูนี่ย์
  11. ไซโด เบราฮิโน่

รายชื่อผู้จัดการทีม: รอย ฮ็อดจ์สัน


ผลบอลฮอตสกอร์: คาดว่า เสมอ 1-1


ดูเกร็ดที่น่าสนใจ
  1. ทีมชาติสกอตแลนด์ไม่เคย ชนะ ทีมชาติอังกฤษในบ้านตัวเองเลย 7 นัดหลัง เสมอ 2 แพ้ 5 นับตั้งแต่ชนะครั้งหลังสุดเมื่อปี 1985
  2. ทีมชาติอังกฤษ ชนะ ทีมชาติสกอตแลนด์ถึง 6 จาก 8 นัดหลังสุดที่พบกัน ชนะ 6 เสมอ 1 แพ้ 1

ข่าวฟุตบอลมุมนี้แฟนผีขอบ่น! ว่าจะเจ็บอะไรกันนักหนา?

มุมนี้แฟนผีขอบ่น! ว่าจะเจ็บอะไรกันนักหนา?




ถ้าจะให้พูดวิเคราะห์บอลกันตามตรงเลย ในเวลาปกติก็จะเบื่อเวลามีโปรแกรมทีมชาติ มาคั่นศึกฟุตบอลสโมสรจะตายอยู่ละ แต่ว่าในฐานะคนทำข่าวก็ต้องอดหลับอดนอนฝืนดูต่อไป แค่นั้นยังไม่พอนักเตะตัวหลักของทีมรักดันมาเจ็บอีก พูดได้คำเดียวครับว่า เซ็ง

ซึ่งเท่าที่ผมได้พูดคุยกับพี่ๆ ในที่ทำงานที่น่ารัก รวมถึงเพื่อนๆ ที่คลั่งไคล้และหลงไหลในกีฬาลูกหนังหลายๆ คน 100 ละ 90 ต่างก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า

  1. ศึกฟุตบอลทีมชาตินั้นไม่มีความสนุก
  2. ไม่มีความตื่นเต้นเลย 
  3. ไม่มีไรน่าลุ้น แถมน่าเบื่อซะด้วยซ้ำ 
  4. อยากดูฟุตบอลสโมสรศึกพรีเมียร์ลีกมากกว่า 


และผมก็เป็นคนส่วนใหญ่จำพวกนั้นด้วยเช่นเดียวกันครับ

ซึ่งต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า เนื่องจากในสัปดาห์ที่ผ่านมา นั้นมันเป็นเกมทีมชาติ ฉะนั้นการคิดหัวข้อที่จะเขียนให้มันเข้ากับบรรยากาศทีมชาตินี่มันลำบากเสียเหลือเกิน อีกอย่างผมก็เชื่อว่าท่านผู้อ่านก็คงไม่ค่อยได้สนใจสักเท่าไหร่นักเช่นเดียวกัน ฉะนั้นวันนี้ ผมก็เลยขอใช้พื้นที่นี้เพื่อ บ่น ซะหน่อย

งั้นก็มาเริ่มวิเคราะห์ผลบอลกันเลยดีกว่า ก็ไม่รู้ว่ามันจะเรียกว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไปถึงไหนสำหรับสโมสร ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งก่อนหน้าที่จะหยุดพบกับโปรแกรมบอลทีมชาติ ก็มีตัวเจ็บ ตัวแบน บานตะไท ลิสต์ไล่ยาวเป็นหางว่าวอยู่แล้ว แต่หลังจากผ่านสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทีมปีศาจแดง ต้องเสียผู้เล่นตัวหลักไปอีก 3 ราย

มาเริ่มที่คนแรก ไมเคิ่ล คาร์ริค กองกลางตัวเก๋า ที่อุตส่าห์ถูกเรียกไปติดทีมชาติอังกฤษ อีกครั้งนึง แต่แล้วก็ต้องมาดวงแตก เพราะได้รับบาดเจ็บบริเวณโคนขาหนีบระหว่างลงฝึกซ้อมกับทัพ ทีมทรี ไลอ้อนส์ หลังลงไปวอร์มร่างกายสัมผัสพื้นหญ้าได้แค่ 20 นาทีเท่านั้น จนต้องขอถอนตัวจากการรับใช้บ้านเกิด และเข้ารับการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้งนึงว่าจะต้องพักนานแค่ไหน




การที่จะกลับมาฟิตสมบูรณ์ เพื่อความหวังที่จะให้ใช้ประสบการณ์ประคองน้องๆ ดันมาเจ็บอีก เห็นแบบนี้แล้วก็ เครียด

ซึ่งสาวก ทีมเร้ด อาร์มี่ หลายคนอาจจะแย้งว่า เฮียคาร์ริค นี่ถือว่าเป็นตัวหลักของทีมแล้วหรอ?

ถ้าจะดู สภาพทีมตอนนี้ ผมก็คงต้องบอกว่าใช่แน่นอนครับ โปรดอย่าลืมว่า ตอนนี้กองหลังในทัพ ทีมปีศาจแดง เนี่ย แทบไม่เหลือให้ใช้งาน เพราะแต่ละคนโดนโรคเดี้ยงรุมเร้ากันเป็นแถบ

และรวมไปถึงมิดฟิลด์ในวัย 33 ปีรายนี้ ก็น่าจะเป็นตัวเลือกในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดแล้ว หรือคุณคิดว่านักเตะอย่าง ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ เหมาะสมมากกว่าเอ่ย?

คนถัดมานี้ก็ดูจะสำคัญมากซะด้วยสิสำหรับ ดาบิด เด เคอา นายด่านผู้ช่วยเซฟแต้มสำคัญให้กับ ทีมยูไนเต็ด ได้หลายต่อหลายครั้ง ในฤดูกาลนี้ ก็ดันไปเจ็บตอนเข้าแคมป์ฝึกซ้อมโปรแกรมฟุตบอลกับทีมชาติสเปน

เจ็บตรงไหนไม่เจ็บ ดันไปเจ็บที่อวัยวะที่ใช้ในการหากินของผู้รักษาประตูโดยตรงเลย ก็คือ นิ้ว.

ซึ่งเบื้องต้นถ้าจะวิเคราะห์ฟุตบอล ก็คาดว่าจะต้องพักถึง 4 สัปดาห์เลยทีเดียว และถ้าหากเป็นจริงนั้น ทีมอสูรแดง นั้นจะไม่มีน้องลามะเฝ้าเสาในเกมที่ต้องบุกไปเยือน ทีมอาร์เซน่อล ในวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน รวมทั้งในนัดเปิดบ้านพบกับ ทีมฮัลล์ ซิตี้ ในวันที่ 29 พฤศจิกายน และ ทีมสโต๊ค ซิตี้ ในวันที่ 2 ธันวาคม 57 นี้

และยังรวมไปถึงเกมที่โปรแกรมบอลต้องบุกไปเยือนทีมฟอร์มแรงซึ่งเป็นรองจ่าฝูงอยู่ในขณะนี้อย่าง ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน อีกด้วย




มองเผินอาจจะไม่มีอะไรนะ แต่ผู้รักษาประตูมือเจ็บนี้คือสาหัสเลยนะ


ในส่วนของแผงหลังที่มีอยู่ ก็ยังเจ็บระนาวไม่หาย ยังไม่พอจอมหนึบตัวหลักก็เดี้ยงอีก แต่เดี๋ยวก่อน สำหรับแฟน ทีมปีศาจแดง หากคุณคิดว่านี่แย่แล้ว เรามีโปรโมชั่นพิเศษมอบให้คุณอีกครับ

และล่าสุด สดๆ ร้อนๆ ก่อนที่ผมจะเริ่มเขียนสกู๊ปนี้ ทีมชาติฮอลแลนด์ ที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการเปิดบ้านยำสมันน้อยอย่าง ทีมชาติลัตเวีย ไปเบาะผลบอล 6-0 ประตู

ซึ่งแน่นอนว่าแฟนทีมฟุตบอลชาวดัตซ์ รวมถึงแฟนบอลนักแทง ในบ้านเราก็คงจะพึงพอใจกับผลการแข่งขันดังกล่าว แต่หาใช่กับสาวก ทีมปีศาจแดง เลย

เพราะว่า ตัวสำคัญอย่าง ดาลี่ย์ บลินด์ ดาวเตะสารพัดประโยชน์ที่เล่นได้ทั้ง

  1. ตำแหน่งกองกลาง
  2. กองหลัง 
  3. แบ็กซ้าย 


นั้นต้องมาเข่าพัง และคาดว่าต้องพักถึง 4-6 สัปดาห์เลยทีเดียว!




รายนี้โดนที่หัวเข่าแถมไม่ได้เจ็บเบาๆ ด้วยนะ แต่มันเกือบ 2 เดือนเลยนะ


ซึ่งถ้าตัวเจ็บบานเบอะขนาดนี้ บอกเลยว่าเครียดแทนการจัดทัพของ หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือที่มาดนิ่งที่สุดในปีนี้เลย

และก่อนที่จะเครียดแทน เฮีย เรามาทบทวนกันอีกรอบดีไหมเด็กๆ ว่าทีมปีศาจแดง ของเรามีใครเข้าโรงหมออยู่บ้าง ก่อนอื่นเอา 3 คนด้านบน ทดไว้ในใจก่อนนะครับ

และนี่คือลิสต์รายชื่อแข้งเดี้ยงของ ทีมยูไนเต็ด ก่อนโปรแกรมทีมชาติโดยเรียงจาก



ชื่อ - ส่วนที่เจ็บ - วันที่น่าจะกลับมาลงฝึกซ้อมได้


1.มาร์กอส โรโฮ - ไหล่ - 8 ธันวาคม 2014




2.ราฟาเอล ดา ซิลวา - กล้ามเนื้อ - 22 พฤศจิกายน 2014




3.แอชลี่ย์ ยัง - ขาหนีบ/สะโพก - ไม่สามารถระบุได้




4.ฟิล โจนส์ - น่อง - 22 พฤศจิกายน 2014




5.ราดาเมล ฟัลเกา - น่อง - 22 พฤศจิกายน 2014




6.จอห์นนี่ อีแวนส์ - ข้อเท้า - 22 พฤศจิกายน 2014




7.เจสซี่ ลินการ์ด - เข่า - 29 พฤศจิกายน 2014



โดยจากที่สรุปมีทั้งสิ้น 7 คน บวกอีก 3 คน ด้านบนนู้นน ที่เพิ่งจะลากกระเป๋าเข้าโรงพยาบาลแห่งความฝัน รวมเป็น 10 ราย เกือบจะจัดได้ทีมนึงเลยนะเนี่ย

และไหนๆ ฟ้าก็กลั่นแกล้งขนาดนี้แล้ว ผมขอท้าให้เอาตัว อัดนาน ยานาไซ ไปอยู่ที่โรงหมอด้วยอีกรายเลยได้มั้ย จะได้ครบ 11 คนพอดี

เดินทางมาถึงสุดท้ายนี้ ก็อย่าลืมด้วยนะครับว่า โปรแกรมทีมชาติยังมีกลางสัปดาห์นี้ด้วยเห้อออ

ในช่วงเวลานี้ผมก็ต้องยกมือไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วละครับว่า อย่าได้ให้ใครเจ็บเพิ่มเติมอีกเลย ที่มีอยู่นี่ก็จะไม่เหลือลายผลฟุตบอลแชมป์ลีก 20 สมัยอยู่แล้ว สาธุๆ


เอร์เรร่านั้นเตรียมโบกมือลาทีมผีแดง ในสิ้นปีนี้




ทางด้านของ อังเดร เอร์เรร่า นักเตะในวัย 25 ปี ที่เพิ่งย้ายออกจาก ทีมแอธเลติก บิลเบา เพื่อมาซบที่ถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ด้วยค่าตัวสูงถึง 24 ล้านปอนด์ แรกเริ่มเหมือนจะไปได้สวยภายใต้บังเหียน หลุยส์ ฟาน ฮาล กุนซือแดนกังหันลม แต่ผลงานระยะหลังดร็อปลงไปจนหลุดตำแหน่งตัวจริงในบางนัด แถมยังไม่ได้รับการการันตีใดๆ อีกแล้ว

จนถึงกระทั่งสื่อ ฟิกาเฆส สำนักข่าวชื่อดังแห่งแดนกระทิงดุได้อ้างว่า เอร์เรร่า หวั่นวิตกจะเอาอนาคตมาทิ้งบนเกาะอังกฤษ จึงมองความเป็นไปได้ที่ว่าจะเก็บข้าวของออกจากเมืองแมนเชสเตอร์ ในช่วงตลาดซื้อ-ขายนักเตะรอบสอง ในเดือนมกราคม ปี 2015 โดยพร้อมจะกลับคืนสู่ลา ลีกา อีกครั้ง

ซึ่งทางด้าน ฟาน ฮาล บิ๊กบอสพร้อมจะปล่อยกองกลางสแปนิชอยู่เหมือนกันยอมหั่นราคาเหลือแค่ 19 ล้านปอนด์ เพื่อขายสะดวกโยธินยิ่งขึ้นโดยหวังนำรายได้ดังกล่าวมาจัดซื้อเซนเตอร์ฮาล์ฟดี ๆ สักราย เข้ามาแก้จุดอ่อนในแผงหลัง เพื่อเป้าหมายติดท็อปโฟร์คว้าโควต้า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซีซั่นหน้า

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิเคราะห์บอล: มาดูระบบที่ใช่ในใจ หลุยส์ฟานกัล

มาดูระบบที่ใช่ในใจ หลุยส์ฟานกัล




วิเคราะห์ผลบอล: หลังจากที่ผลงานของทัพ ทีมปีศาจแดง เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นั้นคือการเปิดบ้านเฉือนชนะ ทีมคริสตัล พาเลซ ไปด้วยผลบอล 1 - 0 ซึ่งนั้นอาจดูไม่ใช่ผลงานที่น่าพอใจนักสำหรับแฟนบอลสักเท่าไหร่ แต่นี่เป็น 3 แต้มที่ทุกคนยอมรับได้จริงๆ ว่าล้ำค่าเหลือเกินสำหรับเวลาช่วงนี้ เพราะมันทำให้เราขึ้นไปอยู่ถึงอันดับ 7 ของตารางเลยทีเดียว

และก่อนที่ ทีมปีศาจแดง นั้นจะกรีฑาทัพลงสนามในแต่ละเกมนอกจากจะสร้างความลำบากใจในการทำงานให้กับผู้จัดการทีม หลุยส์ ฟาน กัล แล้ว ก็ยังสร้างความอึดอัดใจให้กับแฟนบอลอย่างเราๆ ที่ต้องมาเกร็งตลอด 90 นาทีก็ว่าได้

สำหรับแนวรุกที่ดีที่เป็นแถวหน้าของโลก แต่ตีบตันในหนทางในการส่งลูกไปกองก้นตาข่าย กับแนวรับที่เปื่อยยุ่ยยิ่งกว่ากระดาษทิชชู่ พร้อมเสียประตูได้ในทุกนาทีไม่ว่าคู่แข่งจะเก่งหรืออ่อนแค่ไหนก็ตาม ไม่เพียงเท่านั้น ยังโดนปัญหาอาการบาดเจ็บเข้าโถมจนแทบจะพิกลพิการ และบวกกับเรื่องนักเตะสมองลิงที่โดนไล่ออกไปแบบโง่ๆ จนตัวเลือกน้อยลง นัดที่เจอกับทีมส่วนล่างของตารางอย่าง ทีมคริสตัล พาเลซ ทำให้หน้ากลัวไม่ต่างการเจอกับทีมท็อปโฟร์




ภาพนี้นี่คือแผนแรกที่ฟานกัลใช้ประเดิมทัวร์อเมริกา

ซึ่งหากนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา หลุยส์ ฟาน กัล นั้นได้เปลี่ยนแปลงทีมจากเดิมไปมากมาย ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวผู้เล่น ที่เติมนักเตะฟุตบอลระดับโลกเข้ามา โละแข้งที่ไร้ประโยชน์ออกไป เปลี่ยนแปลงทีมงานเป็นคนที่ตนไว้ใจ แต่ยังคงเก็บคนเก่าแก่ที่รู้งานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เอาไว้ จัดการแต่งตั้งกัปตันทีมคนใหม่เป็นคนที่น่าจะเหมาะสมที่สุดในทีมชุดนี้ และที่สำคัญปรับปรุงระบบการเล่นให้เหมาะสมกับทีมมากที่สุด

และข้อสุดท้ายนี่แหละที่ยากเย็นเข็ญใจเสียเหลือเกิน เพราะทุกวันนี้ ตัวหลุยส์ ของเรา เองก็ยังคงยอมรับว่าตนเองก็ยังตามหาแผนการเล่นที่ใช่ของ ทีมปีศาจแดง ต่อไป ถึงแม้ว่าจะเข้ามาคุมทีมเป็นเวลาเกือบครึ่งซีซั่นไปแล้วก็ตาม จากการเปลี่ยนแปลงทีมที่พังพินาศเมื่อซีซั่นก่อน

ที่เริ่มต้นด้วยการซ่อมด้วยการเติมอะไหล่ดีๆ เข้าไป จะเป็นต้องหาวิธีการทำงานให้ของเหล่านั้นทำงานไปด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดูแล้วน่าจะเป็นงานหนักพอควร และคงไม่ใช่ในเวลาอันสั้นแน่นอน แต่ก็ไม่ควรจบฤดูกาลมือเปล่าแบบซีซั่นที่แล้ว




ภาพระบบที่ฟานกัลปรับเปลี่ยนใช้งานช่วงทดลองทีม

สำหรับแผนการแรกที่บรรจงวางเป็นระบบของทีมในศึก พรีเมียร์ลีกอังกฤษ คือแผนการเล่นที่ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่งในการพาทีมชาติ ฮอลแลนด์ ของตนประกาศศักดาคว้าอันดับ 3 ของโลกได้ในการละเลงแข้ง เวิลด์คัพ ครั้งล่าสุดที่ดินแดนแซมบ้า


  • ซึ่งนั่นก็คือ 3-5-2 ที่เซ็นเตอร์ 3 คนที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากมายแต่มีความเข้าอกเข้าใจ การอ่านเกม การประสานงาน และประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยม 
  • ส่วนมิดฟิลด์ที่ผ่านบอลได้ดี วิงแบ็กที่เติมเกมรุกได้สูงและวิ่งกลับได้ทัน พร้อมทั้งเปิดบอลได้แม่นยำ บวกกับสองหัวหอกที่ผ่านบอลให้กันได้ดีและมีความเร็วเป็นหลัก 
  • ทำให้ระบบนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งกับทีมในช่วง ปรี - ซีซั่น ที่สหรัฐอเมริกา พาทีมชนะได้หลายนัด พร้อมเกมรุกที่น่าตื่นตา แต่พอมาใช้จริงในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรก ก็ประเดิมด้วยการแพ้คาบ้านต่อ ทีมสวอนซี ซิตี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์


และด้วยตัวผู้เล่นที่ไม่พร้อม แนวรับที่ไม่เข้าขากัน และขาดประสบการณ์ แต่ทุกคนยังเชื่อในระบบ แต่กับอีก 3 เกมถัดมา 3-5-2 ก็ยังคงไม่อาจนำพาชัยชนะมาสู่ทีมได้ แถมยังตกรอบ แคปิตอล วัน คัพ ด้วยการแพ้ทีมรองบ่อนอย่าง ทีมเอ็มเค ดอนส์

ซึ่งผลสุดท้ายการที่ได้ มาร์กอส โรโฮ เข้ามามีรายชื่อในทีม พร้อมทั้งการที่ทีมมีหัวหอกระดับโลกอย่าง ราดาเมล ฟัลเกา ทำให้ ฟาน กัล เลิกดื้อแพ่ง และปรับระบบมาเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ หรือแบบที่เราเรียกว่าเหลี่ยมเพชร ที่เริ่มต้นได้อย่างงดงามที่การไล่ยำ ทีมควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ได้ถึง 4-0 เหมือนที่ควรจะเป็นไปตามฟอร์มของทีม

โดยการเริ่มต้นสวยงาม แต่เกมต่อมากลับมาสวยด้วย เพราะลูกทีมซาตานกลับบุกไปแพ้ทีมน้องใหม่อย่าง ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ผลบอล 5-3 ทั้งที่ออกนำไปก่อนถึง 3-1 แต่ด้วยความย่ำแย่แบบไม่น่าให้อภัยของแนวรับ ทำให้ทีมต้องเสียประตูง่ายๆ แบบไม่น่าให้อภัยเช่นกัน นัดต่อมาก็กู้หน้าได้อีกครั้ง ด้วยการชนะ ทีมเวสต์แฮม 2-1 ในโรงละครแห่งความฝัน แต่ก็ต้องสังเวยด้วยใบแดงของกัปตันทีม เวย์น รูนีย์




ภาพแท็กติก 11 ผู้เล่นตัวจริงในฝันของสาวก ทีมปีศาจแดง

ในเกมต่อมาระบบยังคงเดิม ทำให้เอาชนะ ทีมเอฟเวอร์ตัน ได้ต่อไป แต่ก็ยังมีปัญาหานักเตะบาดเจ็บตามมา ซึ่งตอนนั้นคือ ราดาเมล ฟัลเกา ที่เริ่มปรับตัวเข้ากับทีมได้บ้าง นั่นทำให้ ฟาน กัล ต้องปรับระบบอีกครั้งและคราวนี้ปรับมายืนเป็น 4-2-3-1 ยอดนิยม

และยังสามารถปรับเป็น 4-1-4-1 ได้ โดยมี โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ลูกรักยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า และตามมาด้วยการย่ำแย่ลงของพิษสงในแนวรุกของทีม รวมไปถึงการแจ้งเกิดของลูกรักคนที่สอง อัดนาน ยานาไซ เด็กคนนี้อาจมีอนาคตจริง แต่ดูจะยังไม่ใช่ตอนนี้

สำหรับระบบนี้ไม่เอื้อให้ ทีมปีศาจแดง ในการทำเกมรุกได้หลากหลายเหมือนระบบเหลี่ยมเพชร แต่เกมรับดูจะเหนียวขึ้น ไม่รู้ว่านั่นเพราะการขาด ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ ไปหรือเปล่า ซึ่งในเกมที่เจอกับ ทีมเวสต์บรอมวิช ก็เสมอ กลับมาเล่นในบ้านเจอ ทีมเชลซี ก็เสมอแบบฉิวเฉียด การออกไปเยือน ทีมแมนฯ ซิตี้ ก็เจอหายนะอีกครั้ง เมื่อ คริส สมอลลิ่ง โดนใบแดง พร้อมการบาดเจ็บของ มาร์กอส โรโฮ ซึ่งการกลับมาจากโทษแบนของ เวย์น รูนีย์ ในเกมนี้ก็ไม่ช่วยอะไร ทีมยังคงแพ้ต่อไป

และเดินทางมาจนถึงนัดล่าสุดกับ ทีมพาเลซ ระบบนี้ยังถูกนำมาใช้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเพราะ ฟาน กัล ต้องการความต่อเนื่องของตัวผู้เล่น ทำให้ลูกรัก ยานาไซ ยังได้ลงต่อเนื่อง สุดท้ายแม้จะชนะ แต่กุนซือชาวดัตช์น่าจะรู้แล้วว่า ระบบนี้ก็ยังไม่ใช่ เช่นกัน

สำหรับในโปรแกรมบอลนัดหน้าคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง เพื่อรองรับนักเตะที่จะกลับมาจากการบาดเจ็บ พร้อมกับต้องให้โอกาสบางคนที่ฟอร์มดีกว่าลงเล่น โชคดีที่มีเบรคทีมชาติให้พักหายใจเกือบ 2 สัปดาห์เต็ม แต่ หลุยส์ ฟาน กัล คงไม่ได้หยุดคงมีการบ้านเป็นกองภูเขาให้รับมือกันต่อไป ซึ่งแฟนบอลอย่างเราๆ ก็ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่หวังว่าจะดีขึ้นเท่านั้น


วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โปรแกรมบอล: แฟนบอล ยานาไซ อย่าอ่านนะ?

แฟนบอล ยานาไซ อย่าอ่านนะ?




สำหรับ 3 คะแนนสำคัญของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จากการคว้าชัยเหนือทีมรองบ่อนอย่าง ทีมคริสตัล พาเลซ 1 - 0 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คงจะไม่เกิดขึ้นแน่ๆ หากอดีตดาวรุ่งที่ใครๆ ต่างก็พูดถึงเมื่อช่วงต้นซีซั่นที่แล้วนามว่า อัดนาน ยานาไซ โลดแล่นอยู่ในสนามครบ 90 นาที

ซึ่งในนัดนี้ได้รับเสียงด่าอย่างมากโข สำหรับการวิเคราะห์บอลฟอร์มการเล่นอันสุดแสนจะห่วยแตกของ อัดนาน ยานาไซ ในฤดูกาลนี้ หรือถ้าจะให้พูดจริงๆ ก็น่าจะเป็นมาตั้งแต่ช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้วละ ถ้าท่านผู้อ่านได้เคยติดตามงานเขียนของผมมาก่อน ก็คงจะทราบดีว่าผมนั้นเป็นแฟนบอล ทีมปีศาจแดง แบบสุดลิ่มทิ่มประตูคนนึงเลยหละ ฉะนั้นการที่จะให้มาเขียนสกู๊ป ตำหนิติติงนักเตะทีมโปรดของตัวเอง บางทีมันก็ทำยากอยู่นะ แต่วันนี้มันถึงจุดแล้วจริง ๆ




ภาพห่วยจนถูกหนังสือ Deviemag จับมาล้อ จาก Devilmag.com


และความจริงแล้วผมอยากจะเขียนถึงข่าวแมนยู ตัว ยานาไซ มาตั้งแต่ 2 - 3 เกมก่อนหน้านี้แล้วนะ แต่ก็คิดว่าอะ ลองให้โอกาสมันดูอีกสักหน่อยละกันวะ อีกอย่างตอนนั้นสาวกผู้คลั่งไคล้ในตัวของดาวเตะหน้าหล่อรายนี้ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ติ่ง ก็ยังค่อนข้างเยอะอยู่ ฉะนั้นโอกาสที่ผมจะโดนติ่งเหล่านั้นรุมโทรมด้วยคำหยาบคายมีค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

ซึ่งผมจึงเลือกที่จะเลี่ยงไปก่อน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน ติ่ง ทั้งหลายก็เริ่มได้เห็นธาตุแท้ของไอหนูขี้เก๊กรายนี้ ชัดขึ้นๆ เรื่อยๆ จากที่เคยหลง ก็เหลือแค่รัก จากที่เคยรัก ก็เหลือแค่ชอบ จากที่เคยชอบ กลับกลายเป็นเฉยๆ จนทุกวันนี้บางคนเกลียดแล้วด้วยซ้ำ

เพราะเหตุนี้ วันนี้ผมขอพูดถึงจอมเลี้ยงร่างอ้อนแอ้นสักหน่อยเถอะ มันอดรนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ สำหรับฟอร์มการเล่นแบบฉายเดี่ยว กรูเก่งคนเดียว ไม่คิดจะส่งให้ใคร ยิงทิ้งยิงขว้าง ยึกๆ ยักๆ เล่นมากจังหวะ ทำลูกง่ายให้เป็นลูกยาก ลากถึงเส้นหลังแล้วไม่เปิด แต่เจือกล็อกกลับหลัง และจบด้วยการยึกๆ ยักๆ และอีกหลากหลายร้อยสิ่งที่เขาทำให้เกมรุกของ ทีมปีศาจแดง นั้นเพลาฤทธิ์เดชลงไป

และผมก็มั่นใจอีกว่า ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เป็น ประชาชนทนไม่ไหว ที่ต้องขออกมาต่อต้านการส่ง ยานาไซ ลงเล่นเป็นตัวจริง เพราะเท่าที่ตามอ่านความคิดเห็นของเหล่าบรรดาสาวก ทีมอสูรแดง ในสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะทั้ง

  1. ทาง เฟสบุ๊ก
  2. ทาง ทวิตเตอร์
  3. ทาง อินสตราแกรม 
  4. ทาง กระทู้ตามเว็บบอร์ดต่างๆ 


ซึ่งแฟนผีร้อยละ 80 ต่างก็ออกมาด่า ยานาไซ ซะเละเทะไม่มีชิ้นดี




ภาพจาก Devilmag ขอขอบคุณภาพจาก Devilmag.com

ซึงสำหรับติ่งของ ยานาไซ บางท่านอาจจะอ้างว่า โหยย ก็คนไทยมันขึ้นชื่อเรื่อง เกรียนคีย์บอร์ด อยู่แล้วนี่หว่า มันก็ต้องด่ากันอยู่แล้ว ผมจะบอกว่าที่อังกฤษเอง เขาก็คิดกันอย่างนี้ครับ ขนาดสาวกอสูรวัยขบเผาะนามว่า ชาร์ลี ยังต่อว่าปีกจอมยึกยักรายนี้เลยครับ ถ้าไม่เชื่อ ผมมีคลิปมาให้ดู



จะรู้สึกอายเด็กมันบ้างไหมนะ

ซึ่งเจ้าหนูน้อยชาร์ลีผู้น่ารักได้ให้สัมภาษณ์ถึงชัยชนะที่ ทีมปีศาจแดง นั้นมีเหนือ ทีมปราสาทเรือนแก้วผลบอล 1 - 0 ว่า 3 คะแนนในวันนี้สำคัญต่อทีมอย่างมาก แต่เกมของเรายังค่อนข้างช้าอยู่ โดยเฉพาะ ยานาไซ เขาเล่นบอลได้ช้ามาก ทำเกมเสียจังหวะตลอด เขาคือจุดอ่อนของทีม และก่อนที่ ชาร์ลี จะไปวิพากษ์วิจารณ์ อังเคล ดิ มาเรีย และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ต่อ แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นของเราแล้วหละ 5555

ก็ได้เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็นึกได้คุ้นๆ เหมือนกับว่า ผมเคยเขียนเรื่องราวของเขามาแล้วทีนึง ตอนช่วงต้นฤดูกาล สมัยที่เพิ่งจะได้รับเสื้อหมายเลข 11 เลยลองกลับไปขุดหาดู ปรากฏว่า เห้ย จริงๆ ด้วยตอนนั้นผมเขียนไว้ ว่าด้วยเรื่องของ ชื่อชั้นที่ยังไม่สมควรจะมาใส่เบอร์ 11 ต่อจาก แข้งระดับตำนานอย่าง ไรอัน กิ๊กส์ เพราะมันจะทำให้เด็กหนุ่มวัยแค่ 19 ปี ต้องแบกรับความกดดันไว้มหาศาลนั่นเอง และดูเหมือนว่าตอนนี้ สิ่งที่ผมคิดไว้ในตอนนั้นมันจะถูกต้องเสียด้วย

และนอกจากนี้ในบทความนั้น มีใจความท่อนนึงผมเขียนไว้ว่า ผมรู้สึกว่า ยานาไซ ไม่ได้เก่งขนาดนั้น แต่กลับถูกมองว่าเก่ง และให้ราคาจนเกินตัวไปเยอะมาก สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปอาจทำร้ายจิตใจแฟนผี แต่โปรดยอมรับเถอะครับว่า ราฮีม สเตอร์ริ่ง ปีกกึ่งกองหน้าของ ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล คู่กัดตลอดกาลของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ถูกดันขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่พร้อมๆ กับ ยานาไซ มีการพัฒนาที่มากกว่า และดูดีมีอนาคตกว่าเยอะ

ซึ่งถ้าหากใครจะบอกว่าผมอคติกับดาวรุ่งขวัญใจแฟนผีรายนี้ ผมก็คงต้องขอน้อมรับไว้ แต่ผมคิดว่าฟอร์มการเล่นของเจ้าตัวก็น่าจะตอบโจทย์ทุกอย่างได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเล่นมากจังหวะ การหวงบอล การยิงโดยไม่หวังผล ซึ่งหาก ยานาไซ ไม่ยอมปรับเปลี่ยนสไตล์การเล่นของตัวเอง อนาคตคงก้าวต่อไปลำยากแน่ๆ

ถ้าจะนับจากวันนั้น จนถึงวันนี้ ในเกมพรีเมียร์ลีก ผ่านไปแล้วอีก 10 นัด ความคิดของผมที่มีต่อ ยานาไซ ก็ยังคงเดิม แถมขอยอมรับตรงๆ ด้วยเลยว่า เริ่มจะมีความเกลียดเข้ามาเจือปนแล้วด้วยซ้ำ





ภาพเกมแรกในทีมชุดใหญ่ อย่างไม่เป็นทางการ ของ ยานาไซ ก็คือการมาโชว์ความพริ้วที่แดนสยามนี่เอง

ซึ่งถ้าหาก ลองย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาลที่แล้ว สมัยที่ยังไม่มีใครรู้จักมากนัก เจ้าตัวได้รับโอกาสให้ลงเล่นในช่วง พรี - ซีซั่น และก็ทำผลงานได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว รวมถึงได้ลงเล่นในการมาทัวร์เมืองไทยด้วย เกมนั้นเล่นดีมากๆ ส่วนเกมที่ได้ลงประเดิมสนามในทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการเลยก็คือการลงมาเป็นตัวสำรองแทนที่ของ แอชลี่ย์ ยัง ในนาทีที่ 68 เกมนั้นพลพรรค ทีมเร้ด เดวิลส์ ได้เอาชนะ ทีมคริสตัล พาเลซ ไปได้ 2-0 และเจ้าตัวก็ยังทำผลงานได้ไม่เลว

และหลังจากนั้น เกมที่ถือว่าเป็นการแจ้งเกิดให้ ยานาไซ อย่างเต็มตัวก็มาถึง เมื่อเขาถูก เดวิด มอยส์ ส่งลงเป็นตัวจริงครั้งแรกในเกมที่พบกับ ทีมซันเดอร์แลนด์ โดยเจ้าตัวเหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ต้นสังกัดสร้างปาฏิหาริย์พลิกนรกจากที่ตามหลังอยู่ 1 - 0 กลับมาชนะได้ 2 - 1 และหลังจากเกมนั้นเองผู้คนทั้งหลายต่างพากันสรรเสริญเขา สื่อหลายสำนักรุมสัมภาษณ์ สโมสรยักษ์ใหญ่เริ่มตามจีบ และหลายคนอาจมองว่าเป็นเกมแจ้งเกิด แต่สำหรับผมมันคือจุดที่ทำให้วัยรุ่นคนนี้ สมาธิแตกกระเจิงเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาไม่ได้อยู่ภายใต้การดูแลของกุนซือจอมเฮี้ยบอย่างโค้ช เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เสียด้วย




คลิปเกมแจ้งเกิดของตัว ยานาไซ

ซึ่งไม่กี่วันถัดมาโปรแกรมบอล หลังจากเกมดังกล่าวด้านบน ทีมปีศาจแดง ก็จัดการมอบสัญญาฉบับใหม่ระยะยาวถึง 5 ปี พร้อมค่าจ้างสูงถึง 60,000 ปอนด์หรือประมาณ 3 ล้านบาท ต่อสัปดาห์ พร้อมเงินกินเปล่าค่าเซ็นสัญญาที่เด็กอายุ 18 ปีจะได้เอาไปใช้ฟรีๆ อีก 5 ล้านปอนด์หรือประมาณ 250 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นเศรษฐีวัยกะเตาะเพียงชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว

และผมก็ไม่ทราบเหมือนกันนะครับว่า มีใครได้สังเกตุเหมือนผมหรือไม่ว่า ตั้งแต่ อัดนาน สะบัดน้ำหมึกพร้อมรับค่าเหนื่อยมหาศาล เจ้าตัวก็เปลี่ยนไป ทั้งการแต่งตัว การวางตัว รวมถึงฟอร์มการเล่นในสนามบอล


พูดแบบไม่อ้อมเลยก็คือ ขี้เก๊ก ขี้แอ็ค ขี้เลี้ยง กว่าเดิมเยอะมากๆ เลย และอย่างที่บอกละครับ พอมาในฤดูกาลนี้ เขาได้สวมเบอร์ 11 อีกด้วย ผมคิดว่าทำให้เจ้าตัวรู้สึกว่าตัวเองยิ่งมีความสำคัญกับทีม บวกกับแรงกดดัน ฟอร์มมันถึงออกมาได้ห่วยแตกแบบสุดลิ่มทิ่มประตูแบบนี้นี่ละครับ แถวบ้านผมเขาเรียกอาการแบบนี้ว่า ทองลอก ครับ ความหมายก็คือคนที่ดี นานวันไปก็กลับกลายเป็นคนเลว อะไรประมาณนั้น แต่ในกรณีนี้ ผมไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่า มันเคยมี ทอง อยู่ในตัวเจ้าเด็กนี่มาก่อนหรือเปล่าด้วยซ้ำ




ภาพเซ็นสัญญายิ้มแป้น รับทรัพย์และเงินก้อนโต

ซึ่งอีกประเด็นนึงที่อยากจะเขียนถึงแต่ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวยาวก็คือ มีหลายคน บอกว่า ให้ดู โรนัลโด้ ตอนมาใหม่ๆ สิ มันก็ขี้เลี้ยงอย่างนี้แหละ เดี๋ยวสักวัน ยานาไซ ก็อาจจะเป็นถึงระดับโด้ได้บ้าง โอ้ยยย จริงครับที่ตอนนั้น เจ็ทโด้ มันขี้เลี้ยง แต่ขอโทษ ทรงมันดีกว่านี้ด้วยซ้ำ ทำไมไม่ลองไปเทียบพวกขี้เลี้ยงแบบ นานี่ เบเบ้ ดูบ้างละครับ?

และผมขอพูดตรงนี้เลยว่าตัวของ ยานาไซ ไม่มีทางเหมือน โรนัลโด้ แค่ใกล้เคียงยังไม่มีวันเลยด้วยซ้ำ ผมรับประกัน

สิ่งสุดท้ายนี้ แม้ว่า ยานาไซ จะเป็นคนที่ผมชอบน้อยที่สุด ในทีม ณ เวลานี้ แต่ในฐานะที่ผมคือสาวก ทีมปีศาจแดง ฉะนั้นตราบใดที่แข้งวัยกะเตาะรายนี้ยังคงอยู่ในทีม เราก็คือสายเลือดเดียวกัน ผมก็ขอเอาใจช่วยให้ปีกทีมชาติเบลเยี่ยม ก้าวข้ามความกดดันในการสวมเสื้อเบอร์ 11 ต่อจากตำนาน ปีกขนดก ไปให้ได้

และรวมถึงต้องพยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติในการเล่น และเร่งพัฒนาฝีเท้าให้ดีขึ้นกว่าเดิมในตารางพรีเมียร์ลีกด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใดเลยคือ หลุยส์ ฟาน กัล ช่วยอย่าส่งมันลงตัวจริงบ่อยนักได้มั้ยวะ จับมันดองข้างสนาม พร้อมๆ กับลูกรักของคุณอย่าง ฟาน เพอร์ซี่ ด้วยก็จะดีมาก

ชิน ชินพัฒน์

เขียนโดย : Giggsmanu11

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เรียกได้ว่ากลายเป็นหนังคนละม้วนสำหรับศึกพรีเมียร์ลีก

เรียกได้ว่ากลายเป็นหนังคนละม้วน




เมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกถือว่าตื่นเต้นและคู่คี่สูสีที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่เคยมีมา ชนิดที่ว่ากว่าจะเหลือแคนดิเดตสองทีมที่ได้ชิงดำกันจริงๆ ก็แทบจะไม่กี่นัดสุดท้ายแล้ว

แต่ว่าการวางมือของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาล 2012 - 2013 ได้สร้างแรงกระเพื่อมระลอกใหญ่ต่อโฉมหน้าของการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว

ซึ่งในระหว่างฤดูกาลที่แล้ว สำหรับตำแหน่งจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกมีการเปลี่ยนมือถึง 25 ครั้ง เมื่อเทียบกับแค่ 4 ครั้ง ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น และถือเป็นการเปลี่ยนทีมนำบนหัวตารางมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของรายการ รองจาก 29 ครั้งในฤดูกาล 2001 - 2002

โดยหลังจากที่หมดยุคของ ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การกุมบังเหียนของ โค้ชอย่างเฟอร์กี้ เดวิด มอยส์ และไม่สามารถประคับประคองทีมชุดแชมป์ให้คงผลงานเอาไว้ได้ ผลก็คือปิศาจแดงทำผลงานกระท่อนกระแท่น จนกลายเป็นทีมที่หมดลุ้นแชมป์ไปอย่างรวดเร็ว

ซึ่งนั่นเท่ากับทำทีมลุ้นแชมป์ทีมอื่นๆ หมดคู่แข่งไปหนึ่ง และเป็น ทีมอาร์เซนอลที่เริ่มออกตัวได้แรงกว่าใครในโค้งแรก ถือเป็นปีที่ปืนใหญ่ยืนระยะรักษาฟอร์มการเล่นที่ดีเอาไว้ได้ยาวนานกว่าที่เคย แต่สุดท้ายอาร์แซน เวนเกอร์ก็รับมือกับปัญหานักเตะตัวหลักๆ เจ็บ และผลงานที่ดร็อปลง ในที่สุดไม่ไหว จนต้องกลับมาลุ้นท็อปโฟร์เหมือนเคยเมื่อผ่านเข้าผ่านสู่ช่วงควอเตอร์สุดท้ายของฤดูกาล




สำหรับทีมเชลซีที่ได้โค้ชอย่าง โจเซ่ มูรินโญ่ นั้นกลับมาคุมทีมอีกครั้ง ตั้งความหวังไว้สูงเช่นกัน และยอดกุนซือแสบก็นำทีมสร้างผลงานได้อย่างคงเส้นคงวาที่สุดทีมหนึ่งในปีที่แล้ว เพราะป้วนเปี้ยนอยู่ระหว่างอันดับ 1 - 4 ถึง 37 จาก 38 นัด แต่แม้จะเบียดขึ้นมาครองจ่าฝูงได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ และ เดือนมีนาคม

เพียงแต่ว่าการกาวิเคราะห์บอลสะดุดแพ้ถึง 3 จาก 6 นัดในช่วงโค้งสุดท้าย ก็ทำให้ ทีมสิงห์ครามหลุดวงโคจรไป

ตามมาด้วยทีมลิเวอร์พูล ที่ได้กลายเป็นทีมที่สร้างเซอร์ไพรส์ได้มากที่สุด เมื่อ หลุยส์ ซัวเรซ ได้ระเบิดฟอร์มออกมาอย่างพีกสุดๆ ส่วนนักเตะคนอื่นๆ ก็โชว์ฟอร์มกันได้อย่างดี ทำให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นำทีมลุ้นแชมป์ได้อย่างเต็มตัว หลังจากไม่ได้อยู่ตรงจุดนี้มานานหลายปี

ซึ่งการที่ชนะ 11 นัดรวด ในระหว่างนัดที่ 25 - 35 ของฤดูกาล ทำให้ทีมหงส์แดงกุมความได้เปรียบเอาไว้ในมือ ก่อนที่การลื่นแห่งฤดูกาลของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในเกมกับ ทีมเชลซี จะกลายเป็นจุดพลิกผันขึ้นในที่สุด



ตามมาด้วยทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ค่อยๆ ทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้จะได้ขึ้นไปแตะจ่าฝูงแค่ไม่กี่นัดก่อนหน้านั้น ก็ได้กลายเป็นตาอยู่หยิบชิ้นปลามันไปกิน จากการชนะรวดใน 5 นัดสุดท้าย และการขึ้นนั่งจ่าฝูงเพียงแค่ 3 เกมหลังสุด ก็เพียงพอสำหรับ ที่ทีมเรือใบสีฟ้าที่จะแล่นเข้าสู่เส้นชัย ปล่อยให้หงส์แดงต้องชอกช้ำ เพราะดันไปเสมอ ทีมคริสตัล พาเลซ 3-3 ในนัดรองสุดท้าย ทั้งที่นำห่าง 3-0 ก่อน

และฤดูกาลนี้หลายคนวาดภาพว่าการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์ฟุตบอลคงจะสนุกตื่นเต้นและเร้าใจไม่แพ้ปีก่อน เพราะแต่ละทีมน่าจะมาปล่อยของกันเต็มที่กว่าเดิม และ ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ก็น่าจะกลับมาร่วมวงได้ หลังจากได้กุนซือมือดีอย่าง หลุยส์ ฟาน ฮัล เข้ามากอบกู้

โดยที่โค้ช มานูเอล เปเญกรินี่ ที่พา ทีมแมนฯ ซิตี้คว้าดับเบิ้ลแชมป์พรีเมียร์ลีกและลีกคัพตั้งแต่ปีแรกที่เข้ามาคุมทีม คงจะมีดีอะไรมาโชว์ให้เห็นกันอีก ส่วน ทีมอาร์เซนอล ที่ปลดล็อกแชมป์แรกในรอบ 9 ปีได้ ก็คงจะมั่นใจมากขึ้นในการกลับมาแก้มือในปีนี้

ซึ่งทีมลิเวอร์พูล ดูจะต้องลุ้นมากกว่าเพื่อนเพราะเสียหัวใจหลักของทีมอย่างซัวเรซไป แต่ผลงานของร็อดเจอร์สที่ทำไว้ในปีก่อนจนได้รับคำชมอย่างมาก ก็น่าจะทำให้ ทีมหงส์แดงสานต่อฟอร์มที่ดีเอาไว้ได้

ซึ่งทีมที่รอเสียบเข้าท็อปโฟร์อย่าง ทีมสเปอร์ส และ ทีมเอฟเวอร์ตัน ก็น่าจะเป็นตัวแปรให้การลุ้นสนุกขึ้นเช่นเดียวกับปีที่แล้ว

เพียงแต่ว่า เมื่อเอาเข้าจริงๆ หลังจากผ่านไปแค่ 11 นัดแรกของฤดูกาลนี้ ทีมเชลซี กลับกลายเป็นเต็งหามที่จะเข้าป้ายแชมป์แบบนอนมาไปซะแล้ว เมื่อ โค้ชมูรินโญ่ที่เข้ามาปรับจูนทุกอย่างจนเข้าที่แล้วเมื่อปีก่อน นำทีมสร้างผลงานได้อย่างเด็ดขาดในปีนี้




สำหรับทีมสิงห์ครามนั้น นั่งแป้นจ่าฝูงมาตั้งแต่แข่งนัดแรกจบ และไม่ยอมลงจากบัลลังก์เลยจนถึงตอนนี้ ด้วยสถิติชนะ 9 เสมอ 2 ขณะที่คู่แข่งทีมอื่นๆ ไม่เข้ารกเข้าพง ก็ยืนระยะโชว์ฟอร์มสวยๆ ได้แต่ 2-3 นัด ก็เหี่ยวปลายตายธรรมชาติไปชนิดที่นกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ

สถานการณ์ของทีมแมนฯ ยูไนเต็ด นั้นไม่ฟื้นกลับมาอย่างที่หลายคนคาดหวัง จน ฟาน ฮัล เองยังต้องออกมายอมรับว่าตัดสินใจพลาด ที่มัวแต่คิดเรื่องจะทดลองระบบใหม่ๆ กับทีม ทั้งที่นักเตะไม่คุ้นเคยและปรับตัวไม่ได้กับระบบของเขา

ทางด้าน อาร์เซ เวนเกอร์ ได้ถอดใจไวกว่าเพื่อน ยอมยกธงขาวว่า ทีมอาร์เซนอล หรือ ทีมไหนๆ ก็คงไม่มีปัญญาแย่งแชมป์กับ ทีมเชลซีได้ในปีนี้ หลังโดนปัญหานักเตะเดี้ยงระนาวเล่นงานแต่หัววัน ส่วนคนที่ไม่เจ็บก็ดันทำฟอร์มเก่งหายไปหมด

ตัวของ ร็อดเจอร์ส เองนั้นก็โดนไปอ่วมจากฟอร์มการเล่นของทีมที่แตกต่างจากปีก่อนมาก หลังจากที่กุนซือหงส์แดงโดนสับเละที่ไม่มีปัญญาเลือกตัวแทนของซัวเรซได้ดีไปกว่า มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่ยังทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยนับตั้งแต่ย้ายมา




และในขณะที่โปรแกรมบอล ทีมแมนฯ ซิตี้ ที่ทำท่าเหมือนจะมาดีสมศักดิ์ศรีแชมป์เก่า ก็ไม่มีอะไรเปรี้ยงปร้าง แถมฟอร์มยังดร็อปลงไปอย่างเห็นได้ชัด เมื่อดาวเตะตัวหลักๆ โชว์ฟอร์มกันไม่ออก แถมปัญหาในการลงเตะแชมเปี้ยนส์ลีกที่ทีมทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ก็ดูจะส่งผลกระทบมาถึงฟอร์มในลีกของทีมด้วย

ซึ่งเดินทางมาจนถึงตอนนี้ภาพของการลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้จึงผิดกับที่หลายคนวาดเอาไว้มาก เพราะถ้าไม่เกิดอาเพศอะไรขึ้นมากับเชลซี ก็ยังมองไม่เห็นว่าใครจะมาหยุดสิงโตสีครามได้อยู่

สำหรับ ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน ที่กลายเป็นทีมม้ามืดที่ฟอร์มพุ่งแรงแบบเซอร์ไพรส์ ทั้งที่เสียทั้งดาวเตะดังๆ และกุนซือฝีมือดีไปในช่วงซัมเมอร์ แถมยังออกสตาร์ตฤดูกาลได้แบบง่อนแง่นเต็มที

เพียงแต่หลังจากนั้น ทีมนักบุญก็ชนะอย่างต่อเนื่องด้วยฟอร์มการเล่นที่มีคุณภาพ และกลายเป็นทีมที่ทำแต้มไล่บี้ทีมเชลซีมากที่สุด โดยตามหลังแค่ 4 คะแนนเท่านั้น




ตามมาด้วยทีมเวสต์แฮมที่ต้องร่วมวงหนีตกชั้นอยู่พักใหญ่เมื่อปีก่อน เป็นอีกทีมที่ออกสตาร์ตแย่แต่มาฟอร์มดีในช่วงหลัง และขึ้นมาติดท็อปโฟร์เฉย ยังไม่รวมสวอนซีที่อยู่ที่ 5 และ ทีมนิวคาสเซิลที่มาโกยคะแนนในนัดหลังๆ จนขยับจากทีมบ๊วยขึ้นมาอยู่ที่ 8 แล้ว

ซึ่งทั้ง ทีมอาร์เซนอล, ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด และ ทีมลิเวอร์พูล นั้นยังอยู่นอกกลุ่มท็อปโฟร์ และดูจากแต้มที่โดนทิ้งห่างกัน 10 กว่าคะแนนขึ้นไปแล้ว คงจะไปฮึดไปเบียดแย่งแชมป์กับ ทีมเชลซี ยากเต็มที เหลือก็แค่ ทีมแมนฯ ซิตี้ ที่ยังพอได้ลุ้นอยู่ แต่ก็คงต้องเค้นฟอร์มที่ดีกว่านี้มากๆ ออกมา และต้องลุ้นให้ ทีมเชลซีฟอร์มหลุดกระจุยกระจายด้วย

และถ้าหากจะพูดได้ว่าคงยากที่จะเห็นมูรินโญ่ปล่อยให้ความได้เปรียบขนาดนี้หลุดมือไป และถ้าไม่มีจุดพลิกผันที่มโหฬารจริงๆ การลุ้นแชมป์ไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกปีนี้คงจะกลับไปจืดชืดเหมือนเดิม และความมันน่าจะอยู่ที่การลุ้นอันดับท็อปโฟร์กันมากกว่า

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ฟุตบอล:ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ สัปดาห์ที่11

ตัวของเพอร์ซี่รับโดนป๋าหลอกว่าจะอยู่คุมผีต่อ ก่อนที่จะรีไทร์หนี




หลังจากที่ อาร์วีพี ได้รับเองกับปากวิเคราะห์บอลว่า โดนป๋า เฟอร์กี้ สับขาหลอก เลือกย้ายมา ทีมผี เพราะเจ้าตัวบอกจะคุมทีมอีกอย่างน้อย 3 ปี พร้อมยอมรับฟอร์มปัจจุบันของตัวเองยังไม่ดี ต้องรีบแก้ไขด่วน

ซึ่ง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ดาวยิงมากประสบการณ์ของสโมสร ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ระลึกเรื่องราวในความหลัง แฉหลังจากถูก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่เป็นอดีตตำนานกุนซือ ทีมปีศาจแดง ได้สับขาหลอก ลั่นตัดสินใจย้ายมาอยู่ ถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพราะว่าป๋า เฟอร์กี้ นั้นบอกจะคุมทีมอีกอย่างน้อย 3 ปี ก่อนจะเลือกรีไทร์แบบสายฟ้าแลบ พร้อมยอมรับผลงานการเล่นของตัวเอง ณ ปัจจุบันนี้เข้าขั้นสอบตก ต้องรีบเค้นฟอร์มด่วน

โดยเมื่อ อาร์วีพี ได้เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้ผมตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ แทีมมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เพราะการได้ร่วมงานกับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เขาบอกกับผมด้วยตัวเองว่า เขาจะอยู่คุมทีมอีกอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งผมชอบวิธีการทำงานของเขามากๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เราพ่ายคู่แข่งคาบ้าน 1-2 เขาหัวเสียอย่างมาก ทั้งที่ในตอนนั้นเรามีแต้มห่างจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมคู่แข่งแย่งแชมป์อยู่ถึง 15 คะแนน มันทำให้ผมเข้าใจได้ทันทีว่า เขาเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะเท่านั้น

และนอกจากนี้ ตัวของ เพอร์ซี่ ยังพูดถึงผลงานของตัวเองในฤดูกาลนี้ว่า ในการยิง 3 ประตูจากการเล่น 9 เกม มันยังดีไม่พอ ในเกมกับ ทีมเชลซี ผมมีโอกาสทำประตูใสๆ ซึ่งตอนนั้นผมมีทางเลือกอยู่ 3 ทาง ทางที่ 1 คือ ชิพบอลข้ามตัวผู้รักษาประตู ทางที่ 2 คือเลี้ยงหลบ กับทางที่ 3 คือซัดตรงๆ เข้าไปเลย ผมดันไปเลยทางสุดท้ายและมันดันติดเซฟ ถ้าผมไม่คิดมาก ผมคงเลือกชิพข้ามผู้รักษาประตูไปแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำตอนนี้คือต้องกลับมาเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเองอีกครั้ง

เป็นเรื่องหลัง เกมพลิก ทำให้ทีมปืนมีลุ้นซิวฮุมเมิ่ลส์




โดยที่สื่อฟุตบอลออนไลน์ได้ระบุว่า ฮุมเมิ่ลส์ นั้นไม่รังเกียจที่จะเก็บข้าวของย้ายไปซบตัก ทีมอาร์เซน่อล โดยมีรายงานว่าบอร์ดบริหาร ปืนโต จะแก้ไขปัญหาแนวรับด้วยการยื่นข้อเสนอทาบทาม มกราคมนี้

ซึ่งทางด้าน มัตส์ ฮุมเมิ่ลส์ ที่รักษาปราการหลังตัวแกร่งของ ทีมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนต์ ทีมชื่อดังแห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน ยังคงตกเป็นข่าวเรื่องของการย้ายรังอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด มีรายงานว่าเจ้าตัวมีความยินดีอยู่ไม่น้อยที่จะเก็บข้าวของย้ายไปอยู่กับ ทีมอาร์เซน่อล ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในช่วงเปิดตลาดเดือน มกราคมที่จะถึงนี้ ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาเจ้าตัวจะเคยตกเป็นข่าวพัวพันกับ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาตลอดก็ตาม

หลังจากที่ ดาวเตะวัย 25 ได้ถูกประเมินค่าตัวขั้นต่ำไว้ราวๆ 30 ล้านปอนด์หรือประมาณ 1,650 ล้านบาท โดยเจ้าตัวก็ยังไม่ปริปากพูดถึงอนาคตการค้าแข้งของตัวเองอย่างชัดเจน ทำให้ ทีมอาร์เซน่อล ที่กำลังมีปัญหาอย่างหนักในเรื่องของแนวรับ อาจยื่นข้อเสนอเข้าทาบทามอย่างเป็นทางการในช่วงเปิดตลาดเดือน มกราคมนี้ ซึ่งตัวของ ฮุมเมิ่ลส์ เองก็เหมือนมีท่าทีอยากย้ายมาสัมผัสประสบการณ์ในถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม เช่นกัน

และทั้งนี้ ผลจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ทีมแมนฯ ยูฯ จะเบนเข็มไปไล่ล่า รอน ฟลาร์ ปราการหลังตัวเก๋าของ ทีมแอสตัน วิลล่า เข้ามาเสริมทัพอย่างเต็มตัว

ด้านโกมิสได้โขกประตูชัย ให้ทีมหงส์ขาวพลิกแซง ทีมปืนใหญ่ 2-1




  • ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2014-2015 นัดที่ 11
  • แข่งวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2557
  • ทีมสวอนซี ซิตี้ 2-1 ทีมอาร์เซน่อล
  • แข่งที่สนาม : ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม
  • กรรมการผู้ตัดสิน : ฟิล ดาวด์


หลังจากที่เกมผ่านมากว่า 15 นาที ทั้งคู่นั้นยังทำอะไรกันไม่ได้ ซึ่งเจ้าบ้านมีสิทธิจะได้ลุ้นมากกว่า แต่เกมรับของ ทีมอาร์เซน่อลยังไร้ข้อผิดพลาด

ในนาทีที่ 20 มอนเตโร่ ได้สับไกบริเวณฝั่งซ้ายของเขตโทษ บอลพุ่งเตรียมถากเสามุดตาข่ายแล้ว แต่ เชสนี่ ทุบบอลออกหลังไปได้ทัน

ในนาทีที่ 30 อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลากเลื้อยไปตามริมเส้นหลังจากฝั่งขวา โดนรุมสองจนล้มลงในกรอบเขตโทษ เจ้าตัวโวยทันทีหลังไม่ได้จุดโทษ

ในนาทีที่ 43 ทีมอาร์เซน่อลเพิ่งได้จังหวะจะๆ แจ้งๆ เป็นครั้งแรก จากการเล่นชิ่งกันสุดสวย ซานเชซ ลากตัดเข้ากลาง ก่อนจ่ายให้เวลเบ็ค เล่นชิ่งกับ แชมเบอร์เลน แต่จังหวะจบสกอร์ไม่ดีพอ ฟาเบียนสกี้ ปัดออกไปได้

ซึ่งในนาทีที่ 62 ทีมอาร์เซน่อล ได้ประตูขึ้นนำจนได้ จากจังหวะ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ฉกบอลได้ จ่ายขึ้นหน้าให้ กาซอร์ล่า ก่อนผ่านออกขวาให้ เวลเบ็ค ลากไปเกือบสุดเส้น ดึงรอจังหวะ ก่อนจ่ายเข้ากลางถวายพานให้ อเล็กซิส ซานเชซ แปโล่งๆ เข้าประตูไปอย่างง่ายดาย ผลบอล 0-1

ในนาทีที่ 65 เจ้าบ้านเกือบได้ประตูคืน จากจังหวะ มอนเตโร่ พอบอลเข้าเขตโทษฝั่งซ้าย ก่อนหักเข้าในให้ โบนี่ แต่ยิงไม่ดี บอลเฉือนๆหลุดเสาไกลออกไป

ในนาทีที่ 74 ทีมสวอนซี ได้ประตูตีเสมอสุดสวย จากจังหวะฟรีคิกของ กิลฟิ ซิเกิร์ดส์สัน บอลโด่งข้ามกำแพง พร้อมไซด์หนีมือ เชสนี่ เสียบสามเหลี่ยมซ้ายเข้าประตูไปอย่างสวยงาม 1-1

และในโดยจังหวะฟาวล์นั้นได้มาจาก คีแรน กิ๊บบ์ส สกัดขาของ บาร์โรว์ ในจังหวะเกมโต้กลับเร็ว

ซึ่งในนาทีที่ 78 บาเฟติมบี้ โกมิส ตัวสำรองที่เพิ่งลงมา โดนบอลจังหวะแรกก็เป็นประตูให้ ทีมสวอนซี พลิกขึ้นแซงทันที ในจังหวะที่ มอนเตโร่ ครอสส์บอลเข้ากลาง โกมิส เบียดชนะมอนเรอัล โขกเต็มหัว บอลเข้าประตูไปอย่างเฉียบขาด 2-1

และก่อนหมดเวลา แจ็ค วิลเชียร์ ได้โอกาสทำประตูจากจังหวะบอลเรียดเข้ากลาง แต่เจ้าตัวไม่ยิง ก่อนบอลโดนสกัดในที่สุด และกรรมการก็เป่าหมดเวลา

ทำให้จบเกม ทีมอาร์เซน่อลได้ประตูนำก่อนในนาทีที่ 75 แต่แล้วก็โดน สวอนซี ทำ 2 ประตูรวด จากลูกฟรีคิกสุดสวยของ ซิเกิร์ดส์สัน และลูกโหม่งของ บาเฟติมบี้ โกมิส ทำให้ ทีมสวอนซี ซิตี้ พลิกเฉือนเอาชนะ ทีมอาร์เซน่อล ไปได้ ด้วยสกอร์ 2-1 ชมไฮไลท์ฟุตบอล

มาดูรายชื่อนักเตะที่ลงสนาม

ทีมสวอนซี ซิตี้ ระบบ 4-2-3-1

1.ผู้รักษาประตู :

  • ลูคัส ฟาเบียนสกี้


2.กองหลัง :

  • อังเกล รังเกล 
  • ไคล์ บาร์ทลีย์ 
  • แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ 
  • นีล เทย์เลอร์


3.กองกลาง :

  • ทอม แคร์โรลล์ เปลี่ยนตัว ลีออน บริทตัน ลงในนาทีที่ 87 
  • มาร์วิน เอ็มเนส เปลี่ยนตัว บาร์โรว์ ลงในนาทีที่ 67 
  • คี ซุง ยอง 
  • กิลฟิ ซิเกิร์ดส์สัน 
  • เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่


4.กองหน้า :

  • วิลฟรีด โบนี่ เปลี่ยนตัว บาเฟติมบี้ โกมิส ลงมาในนาทีที่ 76



ทีมอาร์เซน่อล ระบบ 4-1-4-1

1.ผู้รักษาประตู :

  • วอยเชียค เชสนี่

2.กองหลัง :

  • คาลั่ม แชมเบอร์ส เปลี่ยนตัว ยาย่า ซาโนโก้ ลงมาในนาทีที่ 90 
  • แพร์ แมร์เตซัคเคอร์ 
  • อิ๊กนาซิโอ มอนเรอัล 
  • คีแรน กิ๊บบ์ส

3.กองกลาง :

  • มาติเยอ ฟลามินี่ เปลี่ยนตัว แจ็ค วิลเชียร์ ลงมาในนาทีที่ 79 
  • อารอน แรมซี่ย์ เปลี่ยนตัว ธีโอ วัลคอตต์ ลงมาในนาทีที่ 79
  • อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน 
  • อเล็กซิส ซานเชซ 
  • ซานติอาโก้ กาซอร์ล่า

4.กองหน้า :

  • แดนนี่ เวลเบ็ค

ประมวลภาพพรีเมียร์ลีก อังกฤษ สวอนซี ซิตี้ 2-1 อาร์เซน่อล















ข้อความจากแฟนของดิมาเรียยันเอง ว่า สามีแฮปปี้ดีกับทีมผี




หลังจากที่ จอร์เจลิน่า แฟนสาวของ ดิ มาเรีย ได้ปัดข่าวเรื่องสามีไม่แฮปปี้กับการเล่นให้ ทีมแมนฯ ยู โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ไร้สาระสุดๆ

ซึ่งทางด้าน จอร์เจลิน่า คาร์โดโซ่ ภรรยาสาวของ อังเคล ดิ มาเรีย ปีกตัวจี๊ดของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมชั้นนำแห่งศึก โปรแกรมพรีเมียร์ลีก เมือง อังกฤษ เอ่ยปากชี้แจงข่าวลือเรื่องที่ว่าสามีของตนเริ่มไม่แฮปปี้กับการค้าแข้งในถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจากดาวเตะวัย 26 นั้นกำลังสนุกสนานมากกับการพิสูจน์ตัวเองกับ ทีมปีศาจแดง

สำหรับข่าวลือดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ ทีมแมนฯ ยู เสมอกับ ทีมเชลซี 1-1 และพ่ายให้กับ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-1 ที่ ดิ มาเรีย ดูจะไม่สามารถงัดฟอร์มเก่งออกมาได้เท่าไหร่นัก อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเจ้าตัวก็กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งในเกมที่คว้าชัยเหนือ ทีมคริสตัล พาเลซ 1-0 เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา 8 พฤศจิกายน

หลังจากที่จอร์เจลิน่า ได้เปิดเผยถึงเรื่องนี้ผ่าน อินสตาแกรม สื่อออนไลน์ โดยระบุสั้นๆ เพียงว่า คุณสามารถคิดอะไรก็ได้แล้วแต่คุณต้องการ แต่ความเป็นจริงก็คือ อังเคล มีความสุขดีมากๆ กับการเล่นให้ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด