แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โปรแกรมพรีเมียร์ลีก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โปรแกรมพรีเมียร์ลีก แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2562

ตารางชิงแชมป์พรีเมียร์ลีก แมนฯ ซิตี้ vs ลิเวอร์พูล 6 นัดสุดท้าย


แมนซิตี vs ลิเวอร์พูล

ถึงช่วงโค้งสุดท้าย ของการแข่งขัน ฟุตบอล พรีเมียร์ลีก 2018-19 แล้ว เรียกได้ว่า ตำแหน่งแชมป์มีการขับเคี่ยว กันอย่างดุเดือด ไม่มีใครยอมใครเลย

แต่ว่าจะมีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น ที่จะได้ครองถ้วยแชมป์ อันล้ำค่าของ ศึกพรีเมียร์ลีก 2018-19 ไปครอง

ซึ่ง 2 ทีมที่เรียกได้ว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของเกาะอังกฤษ อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล คะแนนทั้งคู่สูสีกันอย่างมาก วัดคะแนนกันนัดต่อนัดเลยก็ว่าได้

ทีมใดที่ สกอร์หลังจากนี้ ออกมา เสมอ/แพ้นั่นคือ มีโอกาสเตรียมบอกลาตำแหน่งแชมป์ได้เลย

วันนี้ เราจึงขอรวบรวม โปรแกรมบอล ระหว่าง แมนเชสเตอร์ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล 6 นัดที่เหลือ มาให้ท่านผู้อ่านได้ชมกัน และมาลุ้นด้วยกันไปว่า บัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ ฤดูกาลนี้ ทีมใดจะคว้าไปครองได้สำเร็จ ไปดูกันเลย

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สรุปผลศึกพรีเมียร์ลีกนัดที่ 8 หลังเบรกทีมชาติ

สรุปผลศึกพรีเมียร์ลีกนัดที่ 8 หลังเบรกทีมชาติ




ดูเหมือนกับว่าช่วงต้นเดือน กันยายน ที่ผ่านมาแหละครับ ตอนนั้นก็มี ศึกฟีฟ่าเดย์ และฟุตบอล ยูโร 2016 ในรอบคัดเลือกจนทำให้คอบอลต้องห่างหายฟุตบอลลีกไปประมาณ 2 สัปดาห์

ก็ต้องยอมรับว่า ชีวิตที่ดูงงๆ แม้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แฟนบอลชาวไทยจะมีฟุตบอล โตโยต้า ลีก คัพ นัดชิงชนะเลิศ ตามด้วย โตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก นัดที่ 33 คัมแบ็กกลับมาเตะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 เดือน ก็ตาม

ซึ่งในสุดสัปดาห์นี้ ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด จึงจะ การันตี ความมันส์แน่ๆ ครับ เพราะเชื่อได้ว่า ไม่ใช่เฉพาะแฟนบอลที่ วอนท์ แต่นักเตะที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดภารกิจรับใช้ทีมชาติก็น่าจะ วอนท์ เช่นกัน

มาเริ่มที่คู่แรก ทีมแมน ฯ ซิตี้ โชคดีมากที่ได้ เปิดหัวเวลา 18.45 นาฬิกา รับมือ ทีมสเปอร์ส และมีโอกาสกดดัน พร้อมลดช่องว่าง 6 แต้ม จากจ่าฝูง ทีมเชลซี ให้แคบลง

ทีมเชลซี จะเตะเวลาปกติ 3 ทุ่ม ไปเยือน ทีมคริสตัล พาเลซ ที่พวกเค้าเคยพลิกล็อกป่นปี้แพ้มา 0 - 1 เมื่อ 29 มีนาคม ที่ผ่านมา ในช่วง หนีตาย และสามารถสร้างฟอร์มได้อย่างปาฏิหาริย์





นายหายเหนื่อยหรือยัง ราฮีม

และก็เป็นที่แน่นอนครับว่า คงไม่มีใครคาดหวังว่า ทีมเชลซี ที่นำโดยดาวซัลโว 9 ประตู 7 นัด ดิเอโก้ คอสต้า จะทำแต้มหล่น แต่หากทีมซิตี้ ชนะเพื่อ กดดัน ได้ก่อน อะไรย่อมเกิดขึ้นได้ครับ

ทีมลิเวอร์พูล มีประเด็นน่าสนใจนอกเหนือจากหัวข้อ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง จะหายเหนื่อยหรือยัง? อยู่ตรงที่ ณ เวลานี้ของซีซั่นก่อนพวกเค้าเป็น จ่าฝูง เก็บ 16 คะแนน ขณะที่ตอนนี้มี 10 แต้ม อยู่อันดับ 9

ซึ่งอย่างไรก็ดี แม้หลายคนจะพูดถึง หลุยส์ ซัวเรซ ทว่าความจริงก็คือ ต้นซีซั่นก่อนกระทั่งได้ขึ้นจ่าฝูง ลิเวอร์พูลเล่นโดยไม่มีหัวหอกอุรุกวัยที่ติดแบนจากอีก คดีกัด

เพราะฉะนั้นในช่วงพักเบรก ครั้งนี้ที่ผมได้เคยเขียนแล้วว่า “ตัวหลัก” ของลิเวอร์พูลอยู่กับสโมสรมากกว่าใครให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ได้ซ้อม

ซึ่งมันอาจจะเป็นจุดเปลี่ยน ซีซั่นนี้ของหงส์แดงได้เหมือนกัน ?




นักบุญฟอร์มสะเด่านี่ ฝีมือผมล้วนๆนะคร้าบบบ


และทีมลิเวอร์พูล ได้มีคิวเยือน ทีมควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส ในวัน “ซูเปอร์ซันเดย์” ครับ

ถ้าหากจะพูดถึง ทีมคิวพีอาร์ ก็ต้องกล่าวถึงกุนซือ แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ ว่าเป็นหนึ่งในรายชื่อเสียวๆ จะโดนเด้งจากตำแหน่ง

ส่วนในเรื่องคนอื่นๆ ก็จะมี อลัน พาร์ดิว ที่สุ่มเสี่ยงตั้งแต่ยังไม่เปิดฤดูกาล แซม อัลลาร์ไดซ์ ก็ไม่เคยเป็นขวัญใจในอัพตัน ปาร์ค หลังมีเพียง นีล วอร์น็อค เป็นกุนซือใหม่ให้พาเลซเพียงคนเดียวที่ผ่านมา

ในช่วงเดือน พฤศจิกายน ที่กำลังจะมาถึง คือ เดือนที่มี สถิติ การแยกทางระหว่างกุนซือกับสโมสรสูงสุดนะครับ

ซึ่งประเด็นอื่นๆ ประจำสัปดาห์นี้ก็มี เช่น โรนัลด์ คูมันน์ ตกเป็นข่าวกับทีมชาติเนเธอร์แลนด์ หลังประสบความสำเร็จแบบหักปากกาเซียนด้วยการพาเซาธ์แฮมป์ตันติดลมบน

โดยตรงข้ามกับ ทีมที่ไม่น่ามีปัญหา คือ “ท็อปไฟว์” ในปีก่อน ทีมเอฟเวอร์ตัน ในอันดับ 17 ที่ยิงไปถึง 13 ประตู น้อยกว่าแค่ทีมเชลซี และทีมแมนฯซิตี้

แต่ว่าก็ต้องเสียไปถึง 16 ประตู ผลแย่สุดในพรีเมียร์ลีกอันเป็นที่มาของอันดับรูดมหาราชทั้งที่เล่นได้ดี สนุก แต่ดันมาพลาดเสียประตูง่ายไปหน่อย




ทีมทอฟฟี่กับสไตล์การเล่น เกมรุกช่างมันส์ เกมรับช่างแ_่ง


ซึ่งทางโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ จึงต้องมี “โจทย์” ชัดเจนที่สุดในการปรับ “เกมรับ” เพราะหากทำได้ และทีมยังยิงได้เยอะแบบนี้ ทุกอย่างน่าจะกลับมาสดใสได้ในเร็ววัน

และปิดท้ายให้ติดตามพรีเมียร์ลีก นัดที่ 8 กันที่ “มันเดย์ ไนท์” ทีมเวสต์บรอม – ทีมแมนฯยูไนเต็ด ที่ทีมปิศาจแดงทะยานขึ้นอันดับ 4 แล้วในเวลานี้

แต่ก็ยังเหลืออีก 2 โจทย์ คือ เกมรับ และพลังสังหารของ ราดาเมล ฟัลเกา ที่หากขยับระดับความร้อนแรงกว่า 1 ประตู จาก 4 นัด มาสูสีผลงาน จี๊ดจ๊าด อังเคล ดิ มาเรีย ได้เมื่อไหร่


และก็ห้ามพลาด! กับหลากหลายประเด็นไฮไลท์พรีเมียร์ลีกสัปดาห์นี้ นัดที่ 8 นะครับ


ที่มา: http://sport.sanook.com/107525/

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โปรแกรมบอลสัปดาห์นี้อย่าพลาด ดูบอลพรีเมียร์ ฟรี!!

สัปดาห์นี้อย่าพลาด ดูบอลพรีเมียร์ ฟรี!!



หลังจากที่ได้กลับมาลุยกันต่ออีกครั้งสำหรับศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 8 ของฤดูกาล หลังจากถูกคั่นรายการด้วยโปรแกรมรอบคัดเลือกของศึกยูโร 2016

และสำหรับใครที่กำลังต้องการรับชมการถ่ายทอดสดแมตช์การแข่งขันพรีเมียร์ลีก สามารถเข้ามาดูได้ที่ cth.sanook.com ซึ่งตอนนี้เรามีให้ลงทะเบียนดูฟรีอยู่นะครับ

ส่วนโปรแกรมบอลสุดสัปดาห์นี้ ถ่ายทอดสดให้รับชมทุกคู่ทั้ง 10 สนาม รับรองว่าสนุกและเร้าใจเหมือนเดิมแน่ เพราะแค่ประเดิมคู่แรกก็น่าดูชมแล้ว ลองไปดูโปรแกรมการแข่งขันกันเลย

วันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2557

  1. 18:45 น. แมนเชสเตอร์ ซิตี้ - สเปอร์ส (ช่อง Stadium 5)
  2. 21:00 น. อาร์เซน่อล – ฮัลล์ ซิตี้ (ช่อง Stadium 3)
  3. 21.00 น. เบิร์นลี่ย์ - เวสต์แฮม ยูไนเต็ด (ช่อง Stadium 2)
  4. 21.00 น. คริสตัล พาเลซ - เชลซี (ช่อง Stadium 4)
  5. 21.00 น. เอฟเวอร์ตัน - แอสตัน วิลล่า (ช่อง Stadium 1)
  6. 21.00 น. นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด - เลสเตอร์ ซิตี้ (ช่อง Stadium 5)
  7. 21.00 น. เซาแธมป์ตัน - ซันเดอร์แลนด์ (ช่อง Stadium X)



วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557

  1. 19.30 น. ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส - ลิเวอร์พูล (ช่อง Stadium 2)
  2. 22.00 น. สโต๊ค ซิตี้ - สวอนซี ซิตี้ (ช่อง Stadium 3)


วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม 2557

  1. 02.00 น. เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน - แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (ช่อง Stadium 1)



เรามาดูกันว่าลูกทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ จะยังรักษาฟอร์มเก่งต่อไปได้อีกหรือเปล่า เพราะฟอร์มออกสตาร์ท 7 นัดแรกนั้นร้อนแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะ ดีเอโก้ คอสต้า ที่ซัดไปแล้ว 9 ลูก

ซึงงานนี้คู่แข่งอย่าง ทีมคริสตัล พาเลซ ต้องรับมือกันเหนื่อยแน่ ขณะที่รองจ่าฝูง แมนฯ ซิตี้ ต้องเปิดศึกกับ สเปอร์ส ซึ่งไม่ใช่งานที่ง่ายอย่างแน่นอน แม้ว่าฤดูกาลก่อนเจ้าบ้านจะโขยกทีมไก่เดือยทองไปด้วยสกอร์ 6-0 ก็ตาม

ส่วนคู่วันอาทิตย์นี้ ทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ต้องออกไปเยือน ควีนส์ปาร์คฯ ทีมบ๊วยของตาราง ยังไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดกลับมาได้หรือเปล่า เพราะฟอร์มตอนนี้เรียกได้ว่ากระท่อนกระแท่นเหลือเกิน

ซึ่งแถมยังเพิ่งมีข่าวรบกวนใจของเจ้าหนู ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ในเกมทีมชาติกับ "ทรี ไลออนส์" สัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย ต้องมาลุ้นกันว่าเจ้าหนูคนนี้จะกลับมาด้วยฟอร์มเปรี้ยงปร้างช่วยให้ทีมต้นสังกัดเก็บ 3 แต้มได้หรือไม่?

ส่วนสำหรับคู่สุดท้ายในคืนวันจันทร์ ทีม "ปีศาจแดง" แมนฯ ยูไนเต็ด ของ หลุยส์ ฟาน กัล ที่รั้งอยู่อันดับ 4 ของตารางในขณะนี้ จะต้องออกไปเยือน เวสต์บรอมวิชฯ ทีมอันดับ 14 ของตาราง

ใน 5 นัดหลังสุดที่พบกันในถิ่นฮอว์ทอนส์นั้น ทีมปีศาจแดงเอาชนะไปได้ถึง 4 นัด และเสมอ 1 นัด เรียกได้ว่าสถิติดูดีทีเดียว แถมฟอร์มของ อังเคล ดิ มาเรีย ปีกทีมชาติอาร์เจนติน่า ก็กำลังฮอตอีกด้วย ทำให้โอกาสที่จะรั้งอยู่ในโซนท็อปโฟร์ต่อไปนั้นยิ่งมีสูงทีเดียว

จะเห็นได้โปรแกรมน่าสนุกสุดมันส์แบบนี้แล้ว ใครที่สนใจอยากจะทดลองรับชมการถ่ายทอดสดศึกลูกหนังพรีเมียร์ลีก บนออนไลน์ สามารถมาสมัครดูฟรีกันได้ที่ cth.sanook.com/freetrial/ ที่ให้คุณได้ดูด้วยภาพคมชัดสูงสุดระดับ HD (ด้วยความเร็วอินเตอ์เน็ตและอุปกรณ์ที่รองรับตามเงื่อนไข)

หรือถ้าหากว่าใครสมัครแพ็กเกจดูบอลกับเราตอนนี้ ได้สิทธิ์ลุ้นไปดู "ศึกแดงเดือด" ลิเวอร์พูล - แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงขอบสนามกันเลย

และนอกจากนี้ยังมีของรางวัลอื่นๆ มูลค่ารวมเกือบ 4 ล้านบาทรอคุณอยู่อีกมากมาย ถ้าไม่อยากพลาดคู่สำคัญ รีบสมัครเลย!


ที่มา: http://sport.sanook.com/107521/

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

วิเคราะห์ผลบอล : ดวลจุดโทษ เป็นสถิติใหม่ของลีกคัพ !

ดวลจุดโทษ เป็นสถิติใหม่ของลีกคัพ ! 

เมื่อทีมหงส์แดงดวลเป้าดับโบโร่ ผลบอล 14 - 13 + คลิป




สำหรับทีม หงส์แดง คงจะเรียกได้ว่า หืดจับ หลังจากที่เล่น 90 นาทีเสมอกับ "ทีมเดอะ โบโร่" 1-1 ต่อเวลายิงเพิ่มทีมละลูกเสมอกัน 2-2 ก่อนที่จะดวลจุดโทษทั้งทีมแล้วชนะไปด้วยสกอร์มโหราฬเป็นสถิติ 14-13 ในศึกแคปิตอล วัน คัพ อังกฤษ รอบ 3 เมื่อ 23 กันยายน ที่ผ่านมา

ข่าวฟุตบอล แคปิตอล วัน คัพ อังกฤษ รอบ 3 แข่งขันคืนวันอังคารที่ 23 กันยายน 2557 เป็นการพบกันระหว่างทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมขวัญใจแฟนๆ จาก ศึกโปรแกรมพรีเมียร์ลีก เปิดสนามแอนฟิลด์ รับการมาเยือนของ "สิงห์แดง" มิดเดิ้ลสโบรช์ ทีมในระดับแชมเปี้ยนชิพ

โดยเริ่มเกมมาถึงนาทีที่ 10 ทีมลิเวอร์พูล ก็มาได้ประตูขึ้นนำ 1 - 0 จากการสื่อสารผิดพลาดของระหว่างกองหลังกับผู้รักษาประตูทีมเยือน ริคกี้ แลมเบิร์ต ได้ยิงจังหวะแรกติดเซฟ ก่อนที่ จอร์แดน รอสซิเตอร์ กองกลางดาวรุ่งวัย 17 ปี จะแปสวนระยะร่วม 25 หลาเข้าประตูไป

นาทีที่ 25 ทีมหงส์แดง ยังเป็นฝ่ายคุมเกมได้มากกว่า มีลุ้นหวาดเสียว เมื่อ อดัม ลัลลาน่า ตั้งป้อมซัดไกลจากหน้าเขตโทษ บอลพุ่งหลุดเสาออกไป

นาทีที่ 30 โอกาสลุ้นประตูของ มิดเดิ้ลสโบรช์ จากลูกเตะมุมทางฝั่งซ้าย แกรนท์ ลีดบิทเทอร์ เปิดเข้าเขตโทษให้ กิเก้ วอลเลย์ด้วยซ้าย บอลแฉลบแนวรับเจ้าถิ่นข้ามคาน

นาทีที่ 38 เดอะ โบโร่ มีโอกาสได้ประตูตีเสมอ ลี ทอมลิน ซัดไกลจากหน้าเขตโทษ มินโญเลต์ ต้องออกแรงปัดทิ้ง ก่อนที่ อัลเบิร์ต อโดมาห์ จะตวัดบอลหลุนเข้ากลางให้ อดัม คเลย์ตัน ได้โหม่ง แต่ข้ามคาน

และหมดครึ่งแรก ทีมลิเวอร์พูล นำ ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ อยู่ 1 - 0

เริ่มเกมส์มาในครึ่งหลัง ก็ยังไม่มีทีมใดเปลี่ยนแปลงตัวผู้เล่น เริ่มมานาที 62 "ทีมเดอะ โบโร่" มาทวงประตูตีเสมอเป็น 1 - 1 แกรนท์ ลีดบิทเทอร์ เปิดฟรีคิกจากมุมเขตโทษฝั่งขวาเข้ากลางให้ อดัม รีช โหม่งเปลี่ยนทางเสียบมุมตาข่าย

นาทีที่ 67 มิดเดิ้ลสโบรช์ เกมเริ่มดีขึ้นตามลำดับ มีโอกาสลุ้นจากจังหวะที่ อัลเบิร์ต อโดมาห์ เปิดจากริมเส้นฝั่งขวาเข้าเขตโทษให้ อดัม รีช ได้โหม่งแต่หลุดเสาสอง

นาทีที่ 74 ลิเวอร์พูล แก้เกมด้วยการส่ง มาริโอ บาโลเตลลี่ ลงมาล่าตาข่ายแทน ริคกี้ แลมเบิร์ต

นาทีที่ 77 ทีมเดอะ โบโร่ มีโอกาสลุ้นประตูอีกครั้ง ในจังหวะที่ อดัม คเลย์ตัน แต่งบอลยิงไกลด้วยขวา 25 หลาหน้าเขตโทษ บอลพุ่งเกือบเสียบมุม มินโญเลต์ บินปัดทิ้งไปได้

นาทีที่ 85 มิดเดิ้ลสโบรช์ เกือบได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกม กิเก้ หลอกจ่ายบอลตัดหลังแนวรับเจ้าถิ่นให้ อดัม คเลย์ตัน หลุดเดี่ยวเข้าไปยิงมุมแคบ บอลพุ่งเข้าข้างตาข่ายอย่างน่าเสียดาย

ในช่วงเวลาที่เหลือนั้น ก็ไม่มีทีมใดทำประตูได้เพิ่ม จึงทำให้จบเกม 90 นาที ทีมลิเวอร์พูล กับ ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ เสมอกันไป 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

เริ่มเกมส์มาในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 98 ทีมลิเวอร์พูล เปลี่ยนตัวคนสุดท้าย ส่ง ซูโซ่ ลงสนามมาแทน ลาซาร์ มาร์โควิช

นาทีที่ 109 เดอะ ค็อป เฮลั่น เมื่อมาได้ประตูแซงนำ 2-1 โฆเซ่ เอ็นริเก้ หลุดเข้าเขตโทษฝั่งซ้าย ปาดเรียดเข้ากลาง จาเมล แบล็คแมน ปัดบอลมาเข้าทาง ซูโซ่ กดด้วยขวา บอลพุ่งเรียดเสียบตาข่าย

นาทีที่ 120+3 ช่วงทดเวลาบาดเจ็บของการต่อเวลาพิเศษ โคโล่ ตูเร่ ออกลูกเหวอเข้าพรวดพราดไปตัดฟาวล์ใส่ แพทริค แบมฟอร์ด ในเขตโทษผู้ตัดสินเป่าทันที ก่อนที่ แบมฟอร์ด จะลุกขึ้นมาสังหารเองไม่พลาด โบโร่ ตีเสมอเป็น 2-2

ทำให้จบเกม 120 นาที ทีมลิเวอร์พูล เสมอ ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ 2-2 ต้องดวลจุดโทษหาผู้ชนะต่อไป

  1. คนที่ 1 ทีมลิเวอร์พูล มาริโอ บาโลเตลลี่ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 1 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ แพทริค แบมฟอร์ด ผล ไม่เข้า ติดเซฟ


  1. คนที่ 2 ทีมลิเวอร์พูล ลูคัส เลวา ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 2 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ อดัม เคลย์ตัน ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 3 ทีมลิเวอร์พูล อดัม ลัลลาน่า  ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 3 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ อดัม รีช ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 4 ทีมลิเวอร์พูล ซูโซ่ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 4 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ อัลเบิร์ต อโดมาห์ ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 5 ทีมลิเวอร์พูล ราฮีม สเตอร์ลิง ผล ไม่เข้า ติดเซฟ
  2. คนที่ 5 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ เยลเล่ วอสเซน ผล ยิงเข้า


** (ซัดเดิ้ลเดธ)
  1. คนที่ 6 ทีมลิเวอร์พูล จอร์แดน วิลเลี่ยมส์ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 6 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ จอร์จ เฟรนด์ ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 7 ทีมลิเวอร์พูล โคโล่ ตูเร่ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 7 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ ดาเนี่ยล อยาล่า ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 8 ทีมลิเวอร์พูล มามาดู ซาโก้ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 8 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ ไรอัน เฟรเดอริคส์ ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 9 ทีมลิเวอร์พูล ฆาเบียร์ มานกีโย่ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 9 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ เคนเน็ธ โอเมรูโอ ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 10 ทีมลิเวอร์พูล โฆเซ่ เอ็นริเก้ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 10 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ ยานิค วิลด์ชุท ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 11 ทีมลิเวอร์พูล ซิมง มินโญเลต์ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 11 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ จาเมล แบล็คแมน ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 12  ทีมลิเวอร์พูล มาริโอ บาโลเตลลี่ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 12  ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ แพทริค แบมฟอร์ด ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 13 ทีมลิเวอร์พูล ลูคัส เลวา ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 13 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ อดัม เคลย์ตัน ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 12 ทีมลิเวอร์พูล อดัม ลัลลาน่า ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 12 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ อดัม รีช ผล ยิงเข้า


  1. คนที่ 13 ทีมลิเวอร์พูล ซูโซ่ ผล ยิงเข้า
  2. คนที่ 13 ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ อัลเบิร์ต อโดมาห์ ผล ไม่เข้า หลุดกรอบ


ทำให้จบเกม ทีมลิเวอร์พูล เอาชนะในช่วงดวลจุดโทษ ด้วยสกอร์ยืดยาวเป็นสถิติใหม่ของฟุตบอลลีกคัพผลบอลพรีเมียร์ลีก 14-13 ผ่านเข้าสู่รอบที่ 4 ศึกแคปิตอล วัน คัพ ได้สำเร็จ

รายชื่อผู้เล่นทั้ง 2 ทีม

ทีมลิเวอร์พูล : 
  1. ซิมง มินโญเลต์ 
  2. ฆาเบียร์ มานกีโย่
  3. โคโล่ ตูเร่
  4. มามาดู ซาโก้
  5. โฆเซ่ เอ็นริเก้ 
  6. จอร์แดน รอสซิเตอร์ (จอร์แดน วิลเลี่ยมส์ น.79)
  7. ลูคัส เลวา 
  8. ลาซาร์ มาร์โควิช (ซูโซ่ น.98)
  9. อดัม ลัลลาน่า
  10. ราฮีม สเตอร์ลิง 
  11. ริคกี้ แลมเบิร์ต (มาริโอ บาโลเตลลี่ น.74)

สำรองไม่ได้ใช้ : 
  1. แบร็ด โจนส์ 
  2. มาร์ติน สเคอร์เทล
  3. อัลแบร์โต้ โมเรโน่
  4. ฟาบิโอ บอรินี่


ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์ : 
  1. จาเมล แบล็คแมน 
  2. ไรอัน เฟรเดอริคส์
  3. เคนเน็ธ โอเมรูโอ
  4. ดาเนี่ยล อยาล่า
  5. จอร์จ เฟรนด์ 
  6. อัลเบิร์ต อโดมาห์
  7. อดัม เคลย์ตัน
  8. แกรนท์ ลีดบิทเทอร์ (แพทริค แบมฟอร์ด น.112)
  9. อดัม รีช
  10. ลี ทอมลิน (เยลเล่ วอสเซน น.112)
  11. กิเก้ (ยานิค วิลด์ชุท น.76)

สำรองไม่ได้ใช้ : 
  1. ดิมิตริออส คอนสแตนโตปูลอส 
  2. เบน กิ๊บสัน
  3. เจมส์ ฮัสแบนด์
  4. เอมิลิโอ เอ็นซูเอ้


ผู้ตัดสิน : ไมค์ โจนส์

ไฮไลท์ฟุตบอล ทีมลิเวอร์พูล VS ทีมมิดเดิ้ลสโบรช์

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก >>> http://sport.sanook.com/101497/

เนื้อหาโดย Sanook.com
วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

วิเคราะห์ผลบอล : เมื่อซาบาเลต้าออกมาโวยเปาไม่ยอมไล่คอสต้าออก




เรียกได้ว่าเป็น 2 การวิเคราะห์บอลมาตราฐานรึปล่าว? หลังจากที่ซาบาเลต้า โวยแหลก จวกเปา ทำหน้าที่ผิดพลาด ในเกมตารางบอล ''ทีมเรือใบ'' แบ่งแต้ม ''ทีมสิงห์บลูส์'' ชี้สุดแปลกใจที่เห็น ''คอสต้า'' ยังอยู่ในสนาม ทั้งที่มีหลักฐานแฉว่าบีบคอตน

โดยที่นักเตะ ปาโบล ซาบาเลต้า ซึ่งเป็นกองหลังตัวเก่งของสโมสร ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมมหาเศรษฐีจากศึก พรีเมียร์ลีกอังกฤษ ออกมาโร่ขอขมาสาวก "ทีมเรือใบสีฟ้า" ทุกคน ผ่านทวิตเตอร์ของตัวเอง โทษฐานที่เจ้าตัวทำพลาดโดนใบแดงไล่ออก จนทำให้ทีมเสียเปรียบในเกมที่ต้นสังกัดเปิดบ้านเสมอกับ ทีมเชลซี ไป 1-1 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อมจวกกรรมการทำหน้าที่ผิดพลาดที่ไม่ยอมไล่ ดีเอโก้ คอสต้า คู่กรณีออกจากสนาม ทั้งๆ ที่มีภาพหลักฐานว่าเข้ามาบีบคอตน

ซึ่งทางดาวเตะเลือด "ฟ้า-ขาว" วัย 29 ปี โพสข้อความและภาพโปรแกรมบอลที่เจอ คอสต้า กำลังเข้ามาบีบคอตัวเขา ผ่าน "@Pablo Zabaleta" ซึ่งเป็นทวิตเตอร์ส่วนตัวหลังจบการแข่งขันว่า "ผมอยากจะขอโทษต่อทุกคนที่เกี่ยวข้องกับทีมจากใบแดงที่ผมได้รับในวันนี้ อย่างไรก็ตามหลังจากได้เห็นภาพนี้ออกมา ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยว่า ดีเอโก้ คอสต้า ยังได้อยู่ในสนามต่อไป"

และสำหรับ ปัญหาดังกล่าว เกิดขึ้นตอนนาที 66  โดยที่ ซาบาเลต้า ได้เข้าไปทำฟาวล์ใส่ คอสต้า ทำให้ศูนย์หน้าจากทัพ "ทีมสิงห์บลูส์" ไม่พอใจอย่างมาก ปรี่ขึ้นมาเอาเรื่อง ซึ่งทั้งคู่งัดกันไปงัดกันมาอยู่ครู่เดียว ก็ถูก ไมค์ ดีน สิงห์เชิ๊ตดำ แจกใบเหลืองให้คนละใบ เพื่อไปสงบสติอารมณ์ ทำให้ ซาบาเลต้า ถูกไล่ออกทันที เพราะมีใบเหลืองติดตัวอยู่แล้ว ในขณะที่ คอสต้า ได้อยู่เล่นต่อ ก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกไปในช่วงท้ายเกม



ขอบคุณเนื้อหาโดย >>>> http://sport.sanook.com/100929/

ข่าวฟุตบอล : แอ็กเกอร์ เผยลาลิเวอร์พูลเพราะขัดแย้งกับบีร็อด

จริงหรือ? หลังจากที่แอ็กเกอร์ แจงเหตุลา หงส์ โดยระบุว่าเป็นเพราะตนมีความเห็นไม่ตรงกับ ร็อดเจอร์ส สักอย่าง ตลอดทั้งฤดูกาล

สำหรับดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ ปราการหลังตัวแกร่งของ บรอนด์บี้ ทีมชื่อดังแห่งศึกฟุตบอลลีกเดนมาร์ก เอ่ยปากให้สัมภาษณ์แจงวิเคราะห์บอลถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตนเลือกเก็บข้าวของอำลา ลิเวอร์พูล เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยระบุว่ามีปัจจัยมาจากการที่ความสัมพันธ์ระหว่างตนกับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือหนุ่ม นั้นดำเนินไปได้อย่างย่ำแย่ตลอดทั้งซีซั่น ทำให้ตนไม่มีทางเลือกอะไรทั้งสิ้นนอกเหนือจากการต้องแยกทาง ทั้งๆ ที่ตนก็รัก "หงส์แดง" หมดใจ

โดยที่ดาวเตะวัย 29 ได้กล่าววิเคราะห์บอลถึงเรื่องนี้ว่า ผมขอพูดแบบนี้แล้วกันนะ ผมกับผู้จัดการทีมเรามีความเห็นกันไปคนละเรื่องเลยทีเดียวเมื่อตลอดทั้งฤดูกาลที่แล้ว มันมีเหตุการณ์ระหว่างเราเกิดขึ้นมากมาย และสำหรับผม แค่นั่นมันก็เกินพอ ผมมีความรู้สึกว่าเขาไม่ปลื้มกับทุกสิ่งที่ผมมีศักยภาพในการนำเสนอ และเมื่อผมรู้สึกแบบนั้น มันก็ถึงเวลาที่ผมจะต้องก้าวต่อไป ผมเป็นคนที่พูดตรงๆ ผมพูดสิ่งต่างๆ ตามที่ผมเห็น และผมก็คาดหวังให้ทุกคนทำแบบเดียวกับผม ซึ่งบางทีการคาดหวังแบบนั้นอาจจะไม่ควร

โดยทั้งนี้ ลิเวอร์พูล ชุดปัจจุบันที่ไร้เงาของ แอ็กเกอร์ นั้นเสียไปแล้วถึง 8 ประตู จากการลงสนาม 5 นัด ในการแข่งขันของซีซั่นนี้

เนื้อหาโดย http://sport.sanook.com/football/
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

สกู๊ปฟุตบอลพิเศษ วิเคราะห์บอลทีมลิเวอร์พูล และ ทีมแมนฯยู “เราจะไม่มีวันอย่างเดินเดียวดาย”

ชมไฮไลท์พรีเมียร์ลีก เลสเตอร์ ซิตี้ 5-3 แมนฯยูไนเต็ดคลิ๊กที่นี่

ชมไฮไลท์พรีเมียร์ลีก เอฟเวอร์ตัน 2-3 คริสตัล พาเลซคลิ๊กที่นี่


==================================

มาดูสกู๊ปพิเศษ ทีมลิเวอร์พูล - ทีมแมนฯยู 

“เราจะไม่มีวันอย่างเดินเดียวดาย”


วิเคราะห์บอล : สำหรับเกมในศึกพรีเมียร์ลีก ของสัปดาห์นี้ แฟนๆของทั้ง ยูไนเต็ด และ ลิเวอร์พูล คงจะเซ็งไปตามๆกัน เนื่องจากทั้งสองทีม ต่างโดนทีมเล็กกว่าอัดซะเละไม่แพ้กัน เลยกลายเป็นว่าทั้งสองทีมต่างก็แพ้เป็นเพื่อนกันซะงั้น

ซึ่งหลังจบเกมพรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์ นี้ มีเรื่องให้พูดถึงมากมาย ระหว่างที่เขียนการแข่งขัน ระหว่าง ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ทีมเชลซี  ที่กำลังเริ่มขึ้น เราจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นแต่ เรามาพูดถึงความพ่ายแพ้ของ "ทีมปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อ เลสเตอร์ ซิตี้ด้วยสกอร์ 5-3

โดยที่ก่อนหน้าเกมนี้ เมื่อวัน เสาร์ที่ผ่านมาทีม "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล คู่แค้นตลอดชาติของ ทีมแมน ฯ ยูไนเต็ด ก็พลาดท่า บุกไปโดนทีม "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ทุบซะเละ 3-1 ถือเป็นการพ่ายแพ้ นัดที่ 3 แล้ว ในฤดูกาลนี้ ทั้งที่เพิ่งเปิดฤดูกาลไปแค่ 5 นัดเท่านั้น


ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัด ๆ ในฤดูกาลนี้ของทีมฟุตบอล "หงส์แดง" คือ แนวรับที่อ่อนอย่างกับหยวกกล้วย โดนบอมมากๆเข้าออกอาการเป๋ ให้เห็นกันตลอด อย่างในเกมที่ พวกเขาพ่ายต่อทีม แอสตัน วิลล่า ประตูชัยของวิลล่า ก็มาจากจังหวะเตะมุม

และในเกมที่พวกเขาพ่าย ทีมเวสต์แฮม ฯ เพียงแค่ 10 นาทีแรกโดน "ทีมขุนค้อน" ทะลวงไป 2 ลูก นี่เป็นจุดอ่อนของลูกทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ยังแก้ไม่หายซักที ช่วงซื้อ-ขาย ตลาดนักเตะซัมเมอร์พวกเขา เจียด 20 ล้านปอนด์ ดึง เดยัน ลอฟเลน มาปักหลักแนวรับให้กับทีม แต่ดูเหมือนว่า ลอฟเลน ยังไม่เข้าขากับ คู่เซ็นเตอร์แบ็คของ ลิเวอร์พูล ทั้ง มามาดู ซาโก้ และ มาร์ติน สเคอร์เทล


โดยที่ในเกมรุกของพวกเขา ที่มี 1.มาริโอ บาโลเตลลี่, 2.ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นตัวชูโรงในช่วงที่ แดเนียลสเตอร์ริดจ์ บาดเจ็บ ก็ยังประสานงานกันไม่ดี กองกลางยิงแล้วเข้าไปใหญ่ ทั้ง 1.อดัม ลาลาน่า, 2.ลาร์ซ่า มาร์โควิช, 3.ฟิลิปเป้ คูตินโญ, 4.ลูคัส เลว่า, 5.เจอร์ราร์ด, 6.เฮนเดอร์สัน ก็ยังประสานงานกันได้ไม่ดี บอลไปถึงกองหน้าน้อยมาก ต้องอาศัยเจาะเข้าด้านข้างแล้วเปิดเข้ากลางมาลุ้นประตู สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่ ร็อดเจอร์ส ต้องปรับแก้ไขอย่างเร่งด่วน

และลองข้ามฝากมาดูทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมในวัน อาทิตย์ เป็นเหมือนฝันร้ายของลูกทีม หลุยส์ ฟาน กัล เมื่อพวกเขาทำประตูหนีห่าง ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ไปถึงสองครั้งสองคราแต่ก็โดนลูกทีมของ ไนเจล เพียร์สัน ไล่ตามตีเสมอได้สำเร็จ ก่อนที่จะเร่งเครื่องในช่วงท้ายแซงชนะ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปได้ผลบอล 5 - 3 ซึ่งถือเป็นชัยชนะต่อ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในรอบ 29 ปี อีกด้วย


โดยที่ไฮไลท์ที่สำคัญของเกมนี้คงหนีไม่พ้น 2 จุดโทษ ที่ มาร์ค แคล็ตเท่นเบิร์ก เป่าให้กับ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ จุดโทษแรก ราฟาเอล พลาดไปโดน เจมี่ วาร์ดี้ กระแทกแล้วฉกบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ ราฟาเอล วิ่งตามไปกดเจ้าตัวล้มลงในเขตโทษแล้วโดนจุดโทษ

และหลังจากนั้นไม่นานโปรแกรมฟุตบอล แมนฯ ยูไนเต็ด โดน เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ ยิงตีเสมอ แล้วแนวรับพวกเขาก็รวนปั่นป่วน การตรึงเกมไว้เพื่อที่จะจู่โจม ทีมเลสเตอร์ ทำได้ไม่ดี ฆวน มาต้า โดนฉกบอลไปแล้ว โดน วาร์ดี้ ลงโทษทันที

ซึ่งหลังจากโดนนำ ดูเหมือน ทีมยูไนเต็ด จะช็อกไม่หายแล้ว ทำให้ทีม เลสเตอร์ อาสัยจังหวะสวนกลับเร็ว มาเข้าทาง วาร์ดี้ อีกครั้ง แล้ว ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ ก็ไปเสียบสกัด วาร์ดี้ ล้มลงในกรอบเขตโทษแบล็คเก็ตต์ โดนใบแดงทันที อูยัว สังหารจุดโทษไม่พลาด ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด พ่ายแพ้อีกครั้งและ ชนะ เพียงแค่เกมเดียว ใน 5 เกมแรกของฤดูกาลนี้

และสิ่งที่เห็นจากทั้ง 2 ทีม ไม่ว่าจะเป็น ทีมลิเวอร์พูล หรือ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือการประสานงานของแข้งเก่าและใหม่ที่ยังไม่เนียนสนิท และเกมรับที่อ่อนหลวมโดนบอมไม่นานก็เสียประตู


ซึ่งแม้ว่า ซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะใช้เงินซื้อผู้เล่นมากถึง 157.7 ล้านป. ซึ่งได้ซื้อผู้เล่นตัวดีๆเข้ามาเสริมในทีมมากมาย แต่ก็ยังต้องการเวลาปรับจูนอีกมาก

ก็คงเป็นเช่นเดียวกับทีมดังฝั่ง เมอร์ซี่ไซด์ ที่ยังต้องการเวลาปรับจูนเข้าหากันของแข้งเก่าและใหม่อีกซักพัก พรีเมียร์ลีก ยังเป็นลีกที่แข็งแกร่ง ทุกทีมสามารถชนะกันได้ทุกทีม ความสนุกเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

ถึงแม้ว่าสัปดาห์นี้ ทีมแมน ฯ ยูไนเต็ด จะมีเพื่อนแพ้ด้วยกัน อย่าง ทีมลิเวอร์พูล ก็คงต้องดูกันยาวๆ อยากจะขอใช้สโลแกนที่ว่า "เราจะไม่มี วันเดินเดียวดาย แต่เราจะอับอายไปด้วยกัน" กับทั้งสองทีมนี้นะครับ


==================================

ข่าวลือ? ทีมผีแดงยัดออปชั่นส่งฟัลเกากลับหากเกิดเดี้ยงซ้ำ

จริงหรือเปล่านะ หลังจากที่ "ทีมปีศาจแดง" ได้ยัดเงื่อนไขในสัญญายืม ราดาเมล ฟัลเกา ชี้หากเจ็บเข่าอีกมีสิทธิ์ส่งตัวคืน ทีมโมนาโก ได้ทันที

ซึ่งทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ตกเป็นข่าวว่าสามารถยกเลิกสัญญาการยืมตัวของ ราดาเมล ฟัลเกา หัวหอกตัวกลั่นของทีมที่ยืมตัวมาจาก อาแอส โมนาโก ในศึกลีก เอิง ฝรั่งเศส ได้อย่างไม่มีปัญหา หากว่ากองหน้าทีมชาติโคลอมเบียรายนี้ได้รับบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าอีกครั้ง หลังจากที่เจ้าตัวเคยบาดเจ็บอย่างหนักมาแล้วที่บริเวณหัวเข่าเมื่อฤดูกาลก่อน จนต้องพักรักษาตัวนานหลายเดือนเลยทีเดียว

โดยจากรายงานดังกล่าวได้ระบุว่า "ทีมปีศาจแดง" ยังค่อนข้างเป็นกังวลกับสภาพร่างกายของ "เอล ติเกร" ที่แม้จะผ่านการตรวจร่างกายกับทีมแพทย์ของทีมมาแล้วก็ตาม จึงส่งผลให้ "เร้ด เดวิลส์" เพิ่มเงื่อนไขในการยกเลิกสัญญายืมตัวของ ฟัลเกา อยู่ในสัญญาด้วย ซึ่งหากกองหน้าเลือด "โคเคน" ได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่าอีกครั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีสิทธิ์ที่จะส่งตัว ฟัลเกา กลับต้นสังกัดที่แท้จริงอย่างทีม โมนาโก ได้ทันที

==================================

เฮียมู ไม่ติดใจแลมพ์ส หลังซัดประตูสิงห์และพอใจผลบอลเจ๊าเรือ


ทางด้านของ เดอะ สเปเชี่ยล วัน ยันว่า ไม่ติดใจดราม่า! "แลมพ์ส" ทะลวงตาข่ายทีมเก่า "ทีมสิงห์บลูส์" ชมสมกับเป็นมืออาชีพแล้ว พร้อมรับ พอใจแบ่งแต้มกับ "ทีมเรือใบสีฟ้า"

ทางด้านของโชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมจอมอหังการของ ทีมเชลซี สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกโปรแกรมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ยืนยันว่า ตนนั้นไม่ติดใจอะไรกับการที่ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ดาวเตะจอมเก๋าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยิงประตูใส่ต้นสังกัดเก่า "ทีมสิงโตน้ำเงินคราม" ช่วยให้ "ทีมเรือใบสีฟ้า" ไล่ตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 21 กันยายน พร้อมกับชื่นชมว่านักเตะทำหน้าที่ได้สมกับเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง

โดยที่ แลมพ์ส ได้ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามมาในช่วงนาทีที่ 78 ซึ่งขณะนั้นทีม แมนฯ ซิตี้ ตามหลัง ทีมเชลซี อยู่ 0-1 แต่อีกเพียง 7 นาทีต่อมาเจ้าตัวก็มายิงประตูตีเสมอให้ "ทีมเรือใบสีฟ้า" ไล่มาเป็น 1-1 อย่างไรก็ตาม มูรินโญ่ ก็ไม่ได้ติดใจอะไรกับการที่นักเตะยิงประตูใส่ต้นสังกัดเก่า พร้อมกับชื่นชมในความเป็นมืออาชีพ โดยให้สัมภาษณ์ว่า "ส่วนตัวผมไม่ได้ติดใจอะไรทั้งสิ้น แลมพาร์ด เป็นผู้เล่นของ ทีมแมนฯ ซิตี้ แล้ว แม้บางทีผมจะจริงจังกับเรื่องฟุตบอลไปเสียหน่อย แต่เมื่อเขาได้ตัดสินใจมาเป็นคู่แข่งของ ทีมเชลซี เรื่องของความรักมันก็ไม่เกี่ยวกันแล้ว"

และเขายังได้พูดต่ออีกว่า แลมพ์สเขาก็ทำหน้าที่ของเขาได้ดีในฐานะเป็นมืออาชีพ และเขาก็ยิงประตูได้ ที่นี่คือ อังกฤษ และนี่คือทีม เชลซี แต่แฟน ทีมเชลซี ไม่เคยลืมเลยว่าเขาได้ทำอะไรไว้ให้กับสโมสรแห่งนี้บ้าง และมันก็เคยเกิดขึ้นกับผมมาแล้วตอนที่ผมเจอกับ ทีมเชลซี ในฐานะกุนซือของ ทีมอินเตอร์ มิลาน และตอนนี้มันก็เกิดขึ้นกับ แลมพ์ส

ซึ่งพร้อมกันนี้ทาง "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" ยังรู้สึกพอใจกับผลบอลที่ออกมาเสมอ 1-1 กับ ทีมแมนฯ ซิตี้ และแบ่งกันไปทีมละแต้ม โดยได้กล่าวว่า "มันเป็นเกมใหญ่ และผมคิดว่าบางที่การจบลงที่ 1-1 มันก็เป็นผลที่แฟร์สุดแล้ว"

==================================

สื่อออกมาแฉ! ทีมผีนำ2ลูกแพ้คู่แข่งครั้งแรกในศึกพรีเมียร์ลีก


ทางด้านหลุยส์ ฟาน กัล กุมขมับ สื่อผู้ดีขุดสถิติแฉ หลังเกมพ่าย "ทีมจิ้งจอกสยาม" 3-5 ชี้ "ทีมปีศาจแดง" พ่ายคู่แข่ง ทั้งที่เป็นฝ่ายนำอยู่ 2 ลูก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่มีการก่อตั้ง พรีเมียร์ลีก

ซึ่งหลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมเก้าอี้ร้อนของสโมสรฟุตบอล ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมดังจากศึก พรีเมียร์ลีก สร้างสถิติที่ไม่อยากจดจำขึ้นมาอีกครั้ง หลังเกมที่พวกเขาบุกไปพ่ายต่อ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ 3-5 เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา เมื่อสื่อของเมือง "ผู้ดี" แฉว่า นี่ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก ที่ "ทีมปีศาจแดง" พ่ายต่อคู่แข่ง ทั้งที่พวกเขาเป็นฝ่ายนำก่อนถึง 2 ประตู

และทางสื่อโปรแกรมบอลดังกล่าวยังได้เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่พรีเมียร์ลีก เริ่มก่อตั้งมาเมื่อปี 1992 ทัพ "ทีมปีศาจแดง" ยิงประตูนำคู่แข่ง 2 ลูกไปทั้งหมด 375 หน ซึ่งผลจบลงด้วยชัยชนะของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 363 ครั้ง เสมอ 11 ครั้ง และเพิ่งจะแพ้แค่ครั้งเดียว นั่นคือแพ้ให้กับ ทัพ "ทีมจิ้งจอกสยาม" ในเกมล่าสุด

โดยนอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยการวิเคราะห์บอลพรุ่งนี้สถิติอีกหลายรายการ ที่เกิดขึ้นในเกมดังกล่าว เช่น ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมใน พรีเมียร์ลีก ที่เสียจุดโทษให้กับคู่แข่งมากครั้งที่สุด ตลอดปี 2014 (6 ครั้ง เท่ากับ ทีมท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์), ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นทีมที่ 6 ที่พังตาข่าย "ทีมปีศาจแดง" ได้ 5 ประตูขึ้นไปในเกม พรีเมียร์ลีก ต่อจาก ทีมนิวคาสเซิ่ล, ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน, ทีมเชลซี, ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และ ทีมเวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน

==================================

ทางด้านบาโลได้โพสต์เรียกแขก!

หลังเจอเดนคนรุมเหยียดสีผิว

หลังจากที่ "บาโล" ได้เจอดีถูกเกรียนคีย์บอร์ดโพสต์เหยียดผิวในทวิตเตอร์ หลังเจ้าตัวโพสต์เย้ย "ทีมปีศาจแดง" ที่แพ้ "ทีมจิ้งจอกสยาม" 3-5 ด้านตำรวจเตรียมหาหลักฐานดำเนินคดี

โดยหลังจากที่ มาริโอ บาโลเตลลี่ กองหน้าฟุตบอลสติเฟื่องของ ทีมลิเวอร์พูล สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งเวทีพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เจอดีเข้าให้แล้วเมื่อถูกแฟนบอลรายหนึ่งเหยียดผิวใส่ผ่านทางทวิตเตอร์ หลังจากที่กองหน้าทีมชาติอิตาลี โพสต์ข้อความในทำนองเย้ยหยันความพ่ายแพ้ของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่บุกไปพ่ายสโมสรน้องใหม่อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ 3-5 เมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา

ซึ่ง "เกรียนโอ้" ยังคงสร้างวีรกรรม เกรียน อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากที่คู่ปรับตลอดกาลอย่าง "ทีมปีศาจแดง" บุกไปพ่าย "ทีมจิ้งจอกสยาม" 3-5 บาโลเตลลี่ ได้โพสต์ข้อความเชิงหัวเราะเยาะเย้ยผลงานของทัพ "เร้ด เดวิลส์" ก่อนจะมีบรรดาแฟนบอลเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมายถึง 150,000 ข้อความ และมีหลายข้อความที่เป็นการเหยียดผิวโดยตรงใส่หัวหอกเชื้อสายกาน่ารายนี้ด้วย

และล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองเมอร์ซี่ไซด์ ได้เตรียมหาหลักฐานเพื่อมาลงโทษแฟนบอลนิสัยเสียกลุ่มดังกล่าวให้เร็วที่สุด แม้ว่าบัญชีรายชื่อของผู้ก่อเหตุจะถูกลบทิ้งไปแล้วก็ตาม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังรอรายงานจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้
วันศุกร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2557

วิเคราะห์ผลบอล UFA ว่าจะเสียขวัญกันหรือเปล่า?



หลังจากที่บรรดาทีมจากศึกโปรแกรมพรีเมียร์ลีก ออกสตาร์ตนัดแรกในถ้วยใหญ่ของยุโรปแบบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ ค่อนข้างกระท่อนกระแท่นกันถ้วนหน้า

มาวิเคราะห์บอล เริ่มแรกที่ทีม ลิเวอร์พูลนั้นต้องผ่านโปรแกรมบอลเหนื่อยแบบขาดใจในบ้านตัวเองกว่าจะเก็บ 3 แต้มล้ำค่าได้ต้องใช้ช่วงเวลาทดเจ็บมารักษาหน้า ในขณะที่เชลซีได้เพียงแค่แบ่งแต้ม แม้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรมากมาย แต่ถ้วยยุโรปเกมในบ้านเพื่อความชัวร์ต้อง 3 แต้มเอาไว้ก่อน

ตามมาด้วยทีมอาร์เซนอล กับ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึงกับไม่มีแต้มติดมือ 2 ทีมดังจากพรีเมียร์ลีก ออกนอกบ้านไปเสียท่าให้กับยอดทีมของบุนเดสลีกาอย่าง ทีมดอร์ทมุนด์ และ ทีมบาเยิร์น มิวนิค



เรียกได้ว่าตารางบอล หายนะกันหรือเปล่า ไม่ถึงขนาดนั้นแน่นอน ดูกนด้วยความเป็นธรรมมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว อาร์เซนอลไปเยือนดอร์ทมุนด์ได้สักแต้มก็พอใจแล้ว แต่ถึงขั้นแพ้มันก็อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

สำหรับทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไปเยือน ทีมบาเยิร์น มิวนิค ได้สักแต้มก็โอเคเช่นกัน ทว่ากลับบ้านมือเปล่าก็อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง

ทางด้านของทีมลิเวอร์พูลควรจะดูสบายๆมากกว่าใครเกือบเอาตัวไม่รอด ดูจากฟอร์มก็ไม่ถึงกับเซอร์ไพรส์ ผลงานของทีมเชลซีน่าเสียดายหน่อย ฟอร์มกำลังแรงความมั่นใจกำลังสุดขีด เล่นในบ้านคาดหวังกันเต็มที่

ซึ่งไม่ง่ายอยู่แล้วกับการเจอทีมยักษ์ใหญ่ของบุนเดสลีกา ทีมอาร์เซนอลหวังสร้างโอกาสส่องประตู ทีมดอร์ทมุนด์ได้น้อยมาก ยิงเข้ากรอบแค่ครั้งเดียว



ทางด้านทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่แตกต่างเท่าไหร่ในเรื่องนี้ ซึ่งสร้างโอกาสในการยิงเข้ากรอบแค่ 2 ครั้ง แต่รูปเกมของทีมเรือใบอาจจะดูมั่นคงกว่า ทีมอาร์เซนอล

โดยจากประสบการณ์ด้านลบ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นสามารถเป็นบทเรียนที่ดีได้ และการพัฒนาตัวเองจะเกิดขึ้น อาร์เซนอลเสียประตูในนาทีสุดท้ายของครึ่งแรกเป็นจุดเปลี่ยนของเกมไปเลย ทีมเรือใบสีฟ้าเสียประตูนาทีสุดท้ายหมดโอกาสที่จะกลับตัวกลับใจได้อีก

ซึ่งเรื่องราวแบบนี้ถ้าเรียนรู้และเป็นประสบการณ์ที่ได้รับการพัฒนามันสามารถยกระดับตัวเองได้ มองไปที่ประเด็นผลบอลของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้

และทีมไม่สามารถที่จะชะลอการพัฒนาตัวเองในถ้วยยุโรปได้ 3-4 ปีที่ผ่านมาได้รับรู้กันแล้วว่าในถ้วยนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและประสบการณ์คือเรื่องใหญ่



ทีมฟุตบอลแมนซิตี้มีเกมที่แพ้ในถ้วยนี้มากมายอย่างยิ่ง รวมเกมที่เพิ่งพ่ายให้กับเสือใต้น่าจะมีเกมที่แพ้มากกว่าเกมที่ชนะ แน่นอนว่า ทีมเรือใบมีนักเตะทีมชาติต่าง ๆ มากมายซึ่งทีมใหญ่ทีมอื่นมีเหมือนกัน

เพียงแต่ว่าประเด็นที่แตกต่างก็คือมีนักเตะเรือใบน้อยมากที่เล่นในถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีกในรอบลึก ๆ ประเภทรอบรองชนะเลิศหรือนัดชิงชนะเลิศ

ซึ่งในหลายช่วงเวลา หลายสถานการณ์หลังจากผ่านเรื่องราวนั้นไป บ่อยครั้งมากที่เรามักจะพูดถึงประสบการณ์ จะว่าไปแล้วมันเกี่ยวข้องจริงๆ

สำหรับสถานการณ์การแข่งขันฟุตบอลที่กดดันสุดๆ ช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับสิ่งที่ต้องใช้ความนิ่ง มีสมาธิเข้าช่วย ประสบการณ์ของทีม ประสบการณ์นักเตะแต่ละคนมีผลจริงๆ

และอีกประเด็นหนึ่งซึ่งตอกย้ำและยืนยันกันอีกครั้งมาตรฐานของทีมขากบุนเดสลีกาไม่ธรรมดา ยกระดับขึ้นเรื่อยๆนอกจากทีมบาเยิร์น มิวนิค กับ ทีมดอร์ทมุนด์ ที่เหลือชื่ออาจจะไม่ถึงกับหวือหวา ทว่ามาตรฐานอยู่ในขั้นดีทั้งนั้น

โดยในระดับทีมชาติฟุตบอล ทีมเยอรมัน มาตรฐานสูงมากๆ ซึ่งรากฐานก็มาจากการจัดการระดับสโมสร อย่าว่าแต่ระดับสโมสรต้องมองมาตรฐานและรากฐานของทีมจากบุนเดสลีกาเลย ระดับชาติก็ยังต้องดูเป็นตัวอย่าง

นักเตะอย่าง แวงซ็องต์ กอมปานี กัปตันทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าเรือใบพร้อมที่จะไปให้ถึงการรับถ้วยแชมป์ ทว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบ

สำหรับการพ่ายให้กับทีมบาเยิร์น มิวนิค บ่งบอกว่าทุกอย่างของเรือใบยังไม่ถึงระดับนั้น อย่างไรก็ตามเป็นเพียงแค่เกมนัดแรกยังมีเรื่องราว รวมทั้งเกมที่จะทำให้ผ่านอุปสรรคเข้าไปสู่รอบน็อกเอาท์อีกเยอะ

และในเรื่องนี้ ทุกทีมต่างมองเห็นข้อด้อยของตัวเอง ซึ่งต้องแก้ไขกันไป แต่ละก้าวแต่ละนัดสามารถเรียนรู้และยกระดับตัวเองได้เสมอ ใครจะทำได้ดีกว่ากันเท่านั้นเอง
วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

วิเคราะห์บอล แกรี่ เชื่อว่าสตาร์ผีจะช่วยดึงดูดโด้กลับบ้านและข่าวฟุตบอลอื่นๆอีกมากมาย



รุ่นพี่แกรี่ เชื่อว่าสตาร์ผีจะช่วยดึงดูดโด้กลับบ้าน



เมื่อทางเนวิลล์ผู้พี่ ได้เชื่อการที่ทีม "ปีศาจแดง" ดึงสตาร์ดังอย่าง ดิ มาเรีย หรือ ฟัลเกา เข้ามาในทีม จะช่วยเพิ่มโอกาสที่ โด้ กลับสู่ถิ่น "โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด" เป็นไปได้มากยิ่งขึ้น

หลังจากที่แกรี่ เนวิลล์ อดีตแบ็กขาวทีมชาติอังกฤษ และอดีตกัปตันทีมของสโมสรทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เชื่อว่าโอกาสที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกตัวเก่งของทีม เรอัล มาดริด จะย้ายกลับมายังถิ่น โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด มีความเป็นไปได้มากขึ้นแล้ว หลังจากที่ทัพทีม "ปีศาจแดง" เสริมนักเตะชั้นดีอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย และ ราดาเมล ฟัลเกา เข้ามาในช่วงซัมเมอร์

ซึ่งเนวิลล์ผู้พี่ นั้นได้ทำหน้าที่เป็นผู้สันทัดกรณีของสถานีโทรทัศน์ โดยที่สื่อ สกายสปอร์ต ไดกล่าวว่า "มันเป็นข่าวลือมาร่วมปีแล้ว ช่วงซัมเมอร์นี้ก็มีการพูดถึงเหมือนกัน แล้วก็มีข่าวตามออกมาว่า โรนัลโด้ ไม่มีความสุขกับ ทีมเรอัล มาดริด แม้ว่าปีที่แล้วเพิ่งจะคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ก็ตาม คำถามแรกคือเขาอิ่มตัวกับ มาดริด หรือยัง ส่วนเรื่องที่เขารัก ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือเปล่านั้นไม่ต้องสงสัยอยู่แล้ว"

และอาจจะพูดได้ว่าการที่เรามีทั้ง ดิ มาเรีย และ ฟัลเกา ทำให้มันมีโอกาสมากขึ้น มันต้องเป็นแบบนั้น เพราะทีมแสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาจริงจังกับการดึงนักเตะระดับโลกเข้ามาสู่ทีม เราเคยพูดกันไปเมื่อ 3 หรือ 4 เดือนก่อน กับคำถามที่ว่าทีม แมนฯ ยูไนเต็ด จะยังคงดึงดูดนักเตะชั้นนำเข้ามาได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เห็นได้ชัดเลย แบ็กขวารุ่ง คลาสออฟ 92 ร่ายยาว



เป็นไปได้ไง เมื่อรูนี่ย์ชนะดิมาเรียวิ่งเร็วสุดในทีม


คงจะไม่เชื่อ หลังหมูรูน ได้กลายเป็นคนวิ่งเร็วสุดในทัพฟุตบอล "ทีมผีแดง" เกมอัดทีม คิวพีอาร์ผลบอล 4 - 0 ซึ่งความเร็วอยู่ที่ 32,7 กม เหนือกว่าเจ้าแห่งความเร็วอย่าง ดิ มาเรีย ที่อุตส่าห์วิ่งได้ถึง 32,3 กม เสียอีก

โดยเมื่อ เวย์น รูนี่ย์ ศูนย์หน้าสุกรพิฆาตของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นผู้เล่นที่วิ่งได้เร็วสุด ในเกมที่ทีมของเขาเปิดรังถล่ม ทีมควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส 4-0 เมื่อวันเสาร์ที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา เอาชนะ อังเคล ดิ มาเรีย ปีกตัวใหม่ที่มีจุดเด่นตรงความเร็วไปได้อย่างเหลือเชื่อ

ซึ่งหัวหอกกัปตันทีม วิ่งสปีดในจังหวะฉีกตัวหนี ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตเซนเตอร์ฮาล์ฟเพื่อนร่วมทีม ซึ่งเป็นความเร็วสูงสุดในเกมดังกล่าวของเจ้าตัว 


  1. โดยวัดได้ 20,3 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 32,7 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่า 
  2. ดิ มาเรีย ที่วัดได้ 20,1 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 32,3 กิโลเมตร และตามมาด้วย 
  3. อันดับที่สาม อันโตนิโอ วาเลนเซีย นั้นเป็นอันดับที่ 3  20 ไมล์ต่อชั่วโมง


และในส่วนของนักเตะที่วิ่งได้ระยะมากสุดตกเป็นของ 


  • อันเดร เอร์เรร่า อีกหนึ่งมิดฟิลด์ตัวใหม่ของ "ทีมปีศาจแดง" โดยทำระยะไป 7,6 ไมล์หรือ 12,2 กม. 
  • ดาลี่ย์ บลินด์ คู่มิดฟิลด์ตรงกลางในเกมนั้น โดยวิ่งไป 7,4 ไมล์หรือ 11,9 กม 


ส่วนผู้ที่ทำสถิติทั้ง 2 อย่างได้ต่ำที่สุด และไม่นับผู้รักษาประตู กลับกลายเป็น 

  • อัดนาน ยานาไซ โดยวิ่งเร็วสุดที่ 15,9 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือ 25,7 กม 
  • ทำระยะไป 0,9 ไมล์หรือ 1,5 กม ซึ่งเจ้าตัวได้ลงสนามเพียง 8 นาทีเท่านั้น







เมื่อทางฮอตชอต ชี้สาลิกามีคุณสมบัติพร้อมตกชั้น




หลังจากที่เชียเรอร์ ได้ออกมาเตือนว่าทีม สาลิกา ระมัดระวังตัวเองไว้ให้ดี เนื่องจากตอนนี้ทีมมีคุณสมบัติของการร่วงตกชั้นครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นหลังเปียกเยี่ยงทิชชู่ และหน้าทื่ดั่งสากกะเบือ

เมื่อ อลัน เชียเรอร์ ตำนานกองหน้าจอมถล่มประตูของทีม นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทีมชื่อดังแห่งศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เมือง "ผู้ดี" ออกโรงวิเคราะห์ผลบอลแสดงความเป็นห่วงฟอร์มของทัพ "ทีมสาลิกาดง" ในช่วงออกสตาร์ทของการแข่งขันซีซั่นนี้ โดยระบุว่าตนไม่เห็นวี่แววของการที่ทีมจะพังประตูได้เลยในแต่ละเกม เช่นเดียวกับความอ่อนหัดในแนวรับอันเปื่อยยุ่ยที่เหมือนพร้อมจะถูกเจาะตาข่ายอยู่เสมอในทุกๆ วินาที ซึ่งนี่ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของทีมที่เตรียมตัวร่วงตกชั้น

โดยที่ ฮอตชอต ซึ่งเป็นเจ้าของสถิติกระซวก 206 ประตู จากการลงสนาม 404 นัดให้กับ นิวคาสเซิ่ล กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ทีมนิวคาสเซิ่ล เป็นทีมที่เหมือนไม่มีแววจะยิงประตูได้ และก็ไม่มีแววที่จะพร้อมรักษาคลีนชีตเช่นกัน นี่เป็นใบเสร็จชั้นดีของทีมที่กำลังจะร่วงตกชั้น และกุนซือใหญ่อย่าง อลัน พาร์ดิว ก็กำลังอยู่ในภาวะกดดันอย่างหนัก

โดยที่ฟอร์มการเล่นของทีมในนัดแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน 0 - 4 เป็นอะไรที่พูดได้ว่าห่วยตั้งแต่ต้นยันจบ นิวคาสเซิ่ล จำเป็นจะต้องเริ่มเก็บชัยชนะให้ได้แล้วในตอนนี้ เพราะถ้าคุณยิ่งปล่อยให้เวลาผ่านไปเท่าไหร่ การเก็บชัยชนะสักนัดหนึ่งมันก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ ความกดดันก็จะถาโถมเข้ามามากขึ้นไปอีก" เชียเรอร์ ร่ายยาว

และสำหรับทีม นิวคาสเซิ่ล นั้นออกสตาร์ทเกมลีกในซีซั่นนี้ไปแล้ว 4 นัด ยังไม่สามารถเก็บชัยชนะได้เลย แบ่งเป็นเสมอ 2 แพ้ 2 รั้งอยู่อันดับ 20 ของตาราง



ทางด้านอิมโมบิเล่ สุดโล่งประเดิมตุงแรกเสือเหลืองแล้ว


คงเป็นที่แจ้งเกิดเต็มตัว เมื่ออิมโมบิเล่ ยอมรับ เหมือนยกภูเขาออกจากอก หลังซัดประตูแรกในสีเสื้อ "ทีมเสือเหลือง" ได้สำเร็จ เกมเปิดรังอัด "ทีมปืนใหญ่" 2 - 0 ศึกชปล รอบแบ่งกลุ่ม

ทางด้านของชิโร่ อิมโมบิเล่ ศูนย์หน้าตัวใหม่ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยักษ์ใหญ่แห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน ออกมายอมรับว่าเขารู้สึกโล่งใจแบบสุดๆ หลังประเดิมประตูแรกให้กับต้นสังกัดใหม่ได้เสียที ยังเกมเปิดรัง ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค เอาชนะ ทีมอาร์เซน่อล ไป 2 - 0 ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มนัดแรก เมื่อวันอังคารที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา โดยเผยว่าเหมือนเป็นการยกภูเขาออกจากอกเลยทีเดียว

โดยที่ศูนย์หน้าชาวอิตาลี ที่เพิ่งย้ายมาจาก โตริโน่ เมื่อช่วงซัมเมอร์ ได้กล่าวว่า "ผมดีใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการที่มีคนพูดกับผมถึงความล้มเหลว ต้องไม่ลืมว่าการผมมาที่นี่ ผมมาในฐานะชาวต่างชาติ ฉะนั้นผมจำเป็นต้องใช้เวลาปรับตัว ซึ่งผมกำลังทำงานอย่างหนัก โค้ชและเพื่อนร่วมทีมที่นี่เยี่ยมมากๆ ช่วยผมมากมาย การมาทำงานที่ต่างประเทศ ช่วยให้คุณเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น และผมชอบที่จะสวมเสื้อตัวนี้"

ซึ่งผมขอยกประตูนี้ให้กับครอบครัว, ภรรยา, ลูกของผม อย่างที่พวกเขารู้ว่ามันยากขนาดไหนกับการเริ่มต้นที่นี่ ประตูนี้เป็นเหมือนการยกภูเขาออกจากอกเลยทีเดียว หัวหอกวัย 24 ปี ร่ายยาว

และทั้งนี้ จากการเอาชนะ "ทีมไอ้ปืนใหญ่" ไปในเกมนี้ ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้นำกลุ่มดี มี 3 คะแนนเต็มจากการเล่นหนึ่งนัด โดยในโปรแกรมต่อไปทัพ "ทีมเสือเหลือง" จะต้องออกไปเยือน อันเดอร์เลชท์ ในวันพุธที่ 1 ตุลาคม ต่อไป



ทางด้านซิเมโอเน่ โอดว่าหมีเสียโอกาสไปเยอะทำพ่ายกอส 2-3


เมื่อซิเมโอเน่ โอดว่าทัพทีม ตราหมี นั้นใช้โอกาสเปลือง ทำให้เป็นเหตุให้บุกไปพ่าย "ทีมกอส" 2-3 ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่มนัดแรกเมือคืนนี้

ซึ่งทางด้าน ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เทรนเนอร์ของ แอตเลติโก มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งศึก ลาลีกา สเปน ออกโรงเสียดาย หลังใช้โอกาสเปลือง จนเป็นเหตุทำให้พวกเขาบุกไปพ่าย โอลิมเปียกอส 2-3 ในเกมนัดแรกของรอบแบ่งกลุ่มศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อวันอังคารที่ 16 กันยายนที่ผ่านมา พร้อมชมคู่แข่งว่ามีความแข็งแกร่งพอตัวเลยทีเดียว

และทางกุนซือฟุตบอลชาวอาร์เจนไตน์ ผู้พาทัพ "ทีมตราหมี" คว้ารองแชมป์ ยูซีแอล เมื่อปีที่แล้ว โดยได้กล่าวว่า "มันเป็นเกมที่ยาก เรารู้ดีตั้งแต่วินาทีแรก โอลิมเปียกอส สามารถเข้ารอบมาได้ และพวกเขาจะต้องสู้กับเรากับ ยูเวนตุส สองทีมใหญ่ในยุโรป เรามีเกมบุกที่ดี มีโอกาสในช่วงครึ่งเวลาแรก แต่พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นเมื่อได้บุกใส่ โอลิมเปียกอส โชคดีเมื่ออยู่ปากประตู และเราไม่สามารถทำได้เมื่อมีโอกาส"

โดยทั้งนี้ ทัพ "ทีมตราหมี" มีเกมนัดต่อไปโดยจะพบกับ ยูเวนตุส แชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอิตาลี ที่สนาม บิเซนเต้ กัลเดร่อน ต่อไป



พี่เจิดรับทีมหงส์หืดจับแม้เชือดทีมลูโดโกเรตส์ได้สำเร็จ


เจิด ยอมรับ "ทีมหงส์แดง" ต้องเล่นให้ดีกว่านี้ หากหวังจะอยู่รอดในศึก "บิ๊กเอียร์" ต่อไป หลังฟอร์มไม่ค่อยแจ่ม แม้เชือด ลูโดโกเรตส์ ได้สำเร็จ

เมื่อทางสตีเว่น เจอร์ราร์ด จอมทัพกัปตันทีมของ ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ออกมายอมรับว่า ทีมของตนเองยังเล่นได้ไม่ดีนัก และต้องปรับปรุงฟอร์มการเล่นให้ดีขึ้นกว่านี้ หากหวังจะไปได้ไกลในถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้เกมนัดแรกในรอบแบ่งกลุ่ม จะสามารถเปิดบ้านเฉือนเอาชนะ ลูโดโกเรตส์ ทีมดังจากบัลแกเรีย ไปได้แบบหืดจับ 2 - 1 เมื่อ 16 กันยายนที่ผ่านมา

ซึ่งเกมในนัดนี้ ทีมลิเวอร์พูล มาได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากจุดโทษของ "สตีวี่จี" ช่วยให้พวกเขาสามารถเก็บ 3 แต้มแรกได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม มิดฟิลด์จอมเก๋า ก็ยอมรับว่าฟอร์มการเล่นโดยรวมนั้นยังไม่ดีสักเท่าไหร่นัก "เราเล่นกันได้โอเค แต่เราไม่ได้เล่นดีกว่าคำว่าโอเคเลย มันยังมีอะไรที่เราต้องเรียนรู้อีกเยอะ เรามักจะมีปัญหาเวลาโดนเกมสวนกลับ ในรายการนี้ ถ้าเกมหน้าเราเอาชนะ บาเซิ่ล ได้ มันจะทำให้เราอยู่ในตำแหน่งที่ดี และมีโอกาสเข้ารอบ แต่ก่อนอื่นเลย เราต้องเล่นกันให้ดีกว่าเกมนัดนี้"

และนอกจากนี้ กัปตันทัพทีม "หงส์แดง" วัย 34 ปี ยังได้ออกมากล่าวชื่นชม มาริโอ บาโลเตลลี่ หัวหอกป้ายแดง ที่สามารถเบิกสกอร์แรกของตัวเองกับทีม ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วในเกมนัดนี้ โดยระบุว่า "คุณต้องให้เครดิตกับ บาโลเตลลี่ เขาพบกับปัญหาในการทำประตู มาสักพักหนึ่งแล้ว แต่การเป็นดาวยิงที่ดีคุณจะต้องเดินหน้าต่อไป และหาโอกาสทำประตูให้ได้ และในที่สุดเขาก็ทำมันสำเร็จ นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่ขยันและทุ่มเทอีกด้วย"

ซึ่งสำหรับทีม ลิเวอร์พูล มีคิวลงเล่นในศึก "บิ๊กเอียร์" อีกครั้ง ในวันที่พุธที่ 1 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ โดยจะพบกับ เอฟซี บาเซิ่ล จากสวิตเซอร์แลนด์
วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

นี่อาจจะเป็นตัวสุดท้ายของทีมเชลซีก็เป็นได้? กับชายที่ชื่อว่า ดีเอโก้ ดา ซิลวา คอสต้า



ตัวสุดท้ายคือ ดีเอโก้ ดา ซิลวา คอสต้า



นี่คือจิ๊กซอว์ที่ตามหา! "ดีเอโก้ คอสต้า" ดาวยิงพันธุ์ดุ ที่เป็นขวัญใจคนใหม่ของเหล่าพลพรรคสาวก " ทีมเดอะ บลูส์ "

ซึ่งถ้าจะวิเคราะห์บอลพูดถึงทีมที่ออกสตาร์ทได้ดีที่สุดในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2014-15 ในช่วง 3 เกมแรก ก่อนถึงช่วงพักเบรกทีมชาติ ก็คงต้องจับจ้องไปที่ "ทีมสิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ซึ่งกำลังนำเป็นจ่าฝูงอยู่ ณ เวลานี้ มี 9 คะแนนเต็มจาก 3 นัด ยิงได้ 11 ประตู และเสีย 14 ประตู

โดยนี่ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ "ทีมสิงห์บลูส์" ผลงานเปรี้ยงปร้างนั้น 1 เครดิตก็คงต้องยกให้กับเขาคนนี้เลย " ดีเอโก้ ดา ซิลวา คอสต้า " หรือ ดีเอโก้ คอสต้า กองหน้าป้ายแดง ซึ่งย้ายจาก "ตราหมี" แอตเลติโก มาดริด มาใช้ชีวิตในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาด้วยค่าตัว 32 ล้านปอนด์หรือ 1,760 ล้านบาท พร้อมสัญญา 5 ปี สวมเสื้อหมายเลข 19


รูปของดิเอโก้ คอสต้า ที่ย้ายมาพร้อมเพื่อนแก๊งค์จากลาลีกา

ซึ่งถ้าถามว่าทำไมต้องยกเครดิตให้กับ คอสต้า? ก็ต้องลองย้อนกลับไปดูทีม เชลซี เมื่อฤดูกาลที่แล้ว คือทีม เชลซี เมื่อปีก่อนต้องเจอกับปัญหาอย่างหนักในการจบสกอร์ของผู้เล่นกองหน้า ไม่ว่าจะเป็น 1.เฟร์นานโด ตอร์เรส, 2.เดมบา บา และ 3.ซามูเอล เอโต้ ซึ่ง 3 ท่านนี้ยิงรวมกันได้แค่ 19 ประตูเท่านั้นเอง โดยดาวซัลโวสูงสุดของทีมนั้นกลับเป็นผู้เล่นกองกลางอย่าง เอแด็น อาซาร์ ที่ 14 ประตู

และแล้ว ในท้ายที่สุดพวกเขาก็หาจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญนี้มาจนได้คือการได้ตัว คอสต้า มานั่นเอง และตอนนี้ก็ตะบันไปแล้ว 4 ตุงจาก 3 เกม โดยประตูแรกในสีเสื้อ "ทีมสิงห์บลูส์" ของ คอสต้า นั้นใช้เวลาแค่ 17 นาทีเท่านั้น ซึ่งต่างจากตัว " เอล นินโญ่ " ลิบลับเลย เนื่องจากต้องใช้เวลาถึง 732 นาที ในการเปิดซิงประตูแรกกับ ทีมเชลซี


ซึ่งเพียงแค่แมตช์แรกของศึกพรีเมียร์ลีกเจ้าตัวก็ทำประตูได้ทันที

ในช่วงเวลาต่อมาถ้าถามว่า คอสต้า เป็นกองหน้าตอบโจทย์ที่ เชลซี ต้องการไหม? คนอื่นไม่รู้คิดยังไงเหมือนกัน แต่ส่วนตัวแล้วขอบอกเลยว่าชอบมาก ซึ่งเหตุผลนั้นก็เป็นเพราะ

  1. เป็นผู้เล่นที่มีพละกำลังมหาศาล 
  2. บุกตะลุยชน
  3. ปะทะฟัดเหวี่ยงกับกองหลังคู่แข่งได้ดี
  4. มีความเด็ดขาดแน่วแน่
  5. ดุดัน
  6. ความเฉียบคมในการจบสกอร์ 
  7. ไหวพริบดี
ซึ่งที่น่าชอบที่สุดก็คือ 1.ความตุกติก, 2.เล่นแง่, 3.เจ้าเล่ห์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ "เป็นคนที่กวนทีนนนน" นั่นแหละ อันนี้ชอบมากจริงๆ ชอบมาตั้งแต่ซีซั่นที่แล้วตอนอยู่กับทีม แอตฯ มาดริด ซึ่ง คอสต้า มักจะมีปัญหากับ เปเป้ และ เซร์คิโอ รามอส อยู่บ่อยครั้งตอนเจอกัน ทั้ง 3 คนที่มักจะเล่นนอกเกมใส่กันบ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็น 
  • ถุยน้ำลายใส่
  • แอบเจาะยางช่วงได้ลุ้นจากลูกเตะมุม
  • ผลักหัวผลักหน้าอกหาเรื่อง และอีกมากมาย 
และบางทีก็หนักข้อจนเกือบทำให้พวกเขาต้องสวมบทบาทนักมวยกันเลยทีเดียว



ซึ่งนอกจากการทำประตูยังสะเด่าแล้ว เรื่องการดูดทีนก็เป็นอีกอย่างที่คอสต้าเด่นมาตลอด

และถ้าเกิดจะพูดว่า คอสต้า เพิ่งมาแจ้งเกิดได้กับทาง "ทีมตราหมี" เมื่อฤดูกาลที่แล้วเอง  นั่นก็อาจจะจริงนะ เพราะก่อนหน้านั้นเขาต้องตกเป็นตัวสำรองของ ราดาเมล ฟัลเกา และ เซร์คิโอ อเกวโร่ กุน

เพียงแต่ถ้าลองย้อนกลับไปไล่ติดตามดูจริงๆ คอสต้า นั้นเก่งมาตั้งนานแล้วนะ เวลาได้รับโอกาสลงสนามก็จะยิงประตูได้ตลอด และก็สร้างปัญหาในกับแนวรับคู่แข่งได้มากเลย ตอนปี 2010 ที่ "กุน" ยังอยู่ คอสต้า ยิงได้ 8 ประตูจาก 39 เกมรวมทุกรายการ ส่วนตอนที่เป็นสำรองของ ฟัลเกา เมื่อ 2 ปีก่อน พี่แกยิงได้ 20 ประตูจาก 44 เกมรวมทุกรายการ

ซึ่งก่อนที่จะมารับบทกองหน้าตัวจริงตัวสำคัญเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยระเบิดตาข่ายไปถึง 36 ตุงจาก 52 เกมรวมทุกรายการ ซึ่งก็ได้เห็นแล้วว่านักเตะรายนี้นั้นมีฝีเท้าที่จัดจ้านขนาดไหน ขนาดเป็นแค่สำรองยังยิงได้เป็นกอบเป็นกำเลย

และถ้าให้ลองเปรียบเทียบระหว่าง คอสต้า กับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา จะมองว่าทั้งคู่นั้นมีความคล้ายกันสูงเลย ทั้ง 1.ความเฉียบคม, 2.พละกำลัง, 3.ความถึก และ 4.ความตุกติกเจ้าเล่ห์ และแน่นอนว่าเขานั้นเหมาะสมกับการเล่นร่วมกับ ทีมเชลซี มากๆ หลังจากได้เห็นบทพิสูจน์แล้วใน 3 นัดแรกของฤดูกาล


นั่นเป็นการดีที่ดร็อกบายอมเป็นสำรองของคอสต้าทำให้เชลซีปึ้กสุดๆ

โดยที่ส่วนตัวแล้วนี่แหละครับ! "จิ๊กซอว์" ที่หายไปของทาง เชลซี พวกเขามีกองหน้าตัวเป้าแบบนี้ และหากโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เขาจะเป็นอนาคตและตำนานแห่งรั้ว สแตมฟอร์ม บริดจ์ อย่างแน่นอน

รายการประวัติของ คอสต้า
  • ชื่อเต็ม : ดีเอโก้ คอสต้า
  • เกิดวันที่ : 7 ตุลาคม ปี 1988 
  • อายุ : 25 ปี 
  • สถานทีเกิด : เลการ์โต้ ประเทศ บราซิล
  • ส่วนสูง : 1.88 เมตรหรือ 6 ฟุต 2 นิ้ว
  • ตำแหน่ง : กองหน้า
  • สโมสรช่วงเยาวชน : บาร์เซโลน่า อีซี
สำหรับการเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับทีม บราก้า ปี 2004 จากนั้นก็ย้ายมาอยู่กับทีม แอตเลติโก มาดริด ในปี 2007 แต่ก็ถูกปล่อยออกไปเก็บประสบการณ์กับ ทีมบราก้า, ทีมเซลต้า บีโก้ และ ทีมอัลบาเซเต้ และก็ได้ย้ายไปอยู่กับ ทีมเรอัล บายาโดลิด ในปี 2009 ก่อนจะย้ายกลับมาอยู่กับ "ทีมตราหมี" อีกครั้งในปี 2010 โดยตลอดช่วงอาชีพค้าแข้งยิงไปแล้วทั้งสิ้น 107 ประตูจาก 281 เกม ติดทีมชาติ บราซิล 2 นัด และ ทีมชาติ สเปน 5 นัด


ข่าว!! โบลต์เผยบอกให้น้องโอ้ให้คัมแบ็กอังกฤษเอง



ล่าสุด โบลต์ ได้เปิดปากบอกเอง ให้ "เจ้าเกรียนโอ้" คัมแบ็กแดนผู้ดี หลังชิ่ง "ทีมปีศาจแดง-ดำ" ซบตัก "ทีมหงส์แดง"

จริงหรือไม่? ที่ยูเซน โบลต์ ยอดนักวิ่งเจ้าแห่งลมกรดสายฟ้าชาวจาไมก้า ได้เผยว่า เขานั้นเป็นคนเปิดปากบอกให้ มาริโอ บาโลเตลลี่ ดาวยิงจอมเกรียนชาวอิตาเลี่ยน ย้ายกลับมาค้าแข้งยังแดนผู้ดีอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ "เจ้าเกรียนโอ้" ได้ย้ายจากทีม เอซี มิลาน ทีมใน กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี มาอยู่กับ ทีมลิเวอร์พูล สโมสรชั้นนำแห่งศึก โปรแกรมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์หรือ 880 ล้านบาท เมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

หลังจากที่ยอดนักวิ่งเท้าไฟจาก จาไมก้า ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้สัมภาษณ์ว่า " เราสองคนได้คุยกันในวันหนึ่ง และผมก็ได้บอกเขาว่า อังกฤษ คือที่ๆ ดีที่สุดสำหรับการเล่นฟุตบอล ซึ่งเวลาเขาทำผิดพลาดในการเจอกับทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมคิดว่าทุกคนนั้นคงจะมีความสุขดีนะ! "

และพร้อมกันนี้ตัว โบลต์ ยังเชื่อว่า หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือใหญ่ "ทีมปีศาจแดง" จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัวและสร้างทีม หลังออกสตาร์ทฤดูกาล 2014-15 ได้อย่างน่าผิดหวัง โดยระบุว่า "เรื่องนี้มันเป็นเรื่องยากที่ทีมจะปรับตัวเข้ากับระบบแผนใหม่ได้ แต่เวลานั้นคือทุกสิ่งที่จะทำให้อะไรๆ มันดีขึ้นทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องกลับมาอยู่ในกลุ่มท็อปโฟร์ให้ได้ ถึงแม้พวกเขาจะไม่สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ แต่พวกเขาจะต้องกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้ ซึ่งหลังจากนั้นในฤดูกาลหน้าเราก็จะมีศักยภาพที่เจ๋งพอที่จะคว้าแชมป์ลีกได้"



คงไม่จบง่ายๆ หลังหนูแจ็คโต้เจมี่! ว่า อย่ามาสอนเรื่องฟอร์มการเล่น


สุดจะแรง ! หลังจากที่ วิลเชียร์ จวกกลับ "เจมี่" หลังถูกตำหนิเรื่องฟอร์มการเล่นไม่พัฒนา หลังพ้นโรคเดี้ยงโดยสวนคืนว่าไม่ต้องการคนที่เจ็บบ่อยเหมือนกัน สมัยเป็นนักเตะมาสั่งสอนในเรื่องนี้

หลังจากที่ แจ็ค วิลเชียร์ มิดฟิลด์พลังหนุ่มของ "ทีมอาร์เซน่อล" ยักษ์ใหญ่แห่งเวทีพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตอบโต้คำวิจารณ์ของ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ อดีตมิดฟิลด์หน้าหล่อของ ลิเวอร์พูล ที่ออกมาตำหนิเรื่องฟอร์มการเล่นที่ไม่พัฒนาขึ้น หลังพ้นปัญหาบาดเจ็บตามรุมเร้า โดยดาวเตะ "ทีมปืนใหญ่" สวนกลับแบบเจ็บแสบว่าตนเองก็ไม่ต้องการคนที่เดี้ยงพอๆ กัน มาสอนเรื่องวิธีการเล่น

ซึ่งก่อนหน้านี้ "เร้ดแน็ปป์" ซึ่งทำหน้าที่เป็นกูรูวิจารณ์เกมลูกหนังให้กับสื่อ "สกาย สปอร์ต" สถานีกีฬาแดน "เมืองผู้ดี" ตำหนิฟอร์มการเล่นของ "แจ็ค" ว่า ไม่ได้ยกระดับเกมให้ดีขึ้น ในช่วงระยะเวลา 2 ปี ที่ผ่านมา และก็ยังไม่เห็นว่า วิลเชียร์ จะมีพัฒนาการอะไรมากมาย ดังนั้นคิดว่านักเตะรายนี้คงเอาอาการบาดเจ็บมาอ้างไม่ได้อีก

และจากคำตำหนิดังกล่าว ส่งผลให้มิดฟิลด์ทัพ "ทีมปืนใหญ่" ออกมาโต้ตอบว่า "นั่นมันเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนที่อยู่ในโทรทัศน์ และพูดว่า 'ควรจะทำแบบนี้ หรือ ควรจะทำแบบนั้น' แต่ถ้าคุณมองย้อนกลับไป เจมี่ ก็เคยได้รับบาดเจ็บพอๆ กับผมแหละ บางทีอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นผมไม่ต้องการคนที่อยู่ในทีวีมาสอนผมว่าจะต้องเล่นยังไง"



ตัวของชากิรี่ ยันทีมหงส์จีบจริงแต่พี่เสือกันท่า


ซึ่งทาง ชากิรี่ ได้เผยว่า ถูกทีมหงส์ ทาบทามก่อนเริ่มศึก เวิลด์ คัพ 2014 ซึ่งตนก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอะไรแต่เป็นทางบอร์ด บาเยิร์น ที่เลือกปัดข้อเสนอทันควัน โดยยืนยันว่าจะไม่ขายตนไปที่ไหนเด็ดขาด

หลังจากที่ เซอร์ดาน ชากิรี่ ปีกร่างบึ้กของ ทีมบาเยิร์น มิวนิค ทีมมหาอำนาจแห่งศึก บุนเดสลีกา เยอรมัน เอ่ยปากให้สัมภาษณ์รำลึกถึงความหลัง โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่าทีม ลิเวอร์พูล ได้มีการยื่นข้อเสนอเข้าทาบทามตนอย่างเป็นทางการเข้ามาในช่วงเปิดตลาด ซัมเมอร์ครั้งล่าสุด แต่บอร์ดบริหารของทัพ "ทีมเสือใต้" ก็เลือกที่จะปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างไร้เยื่อใย อย่างไรก็ตาม ตนจะขอประเมินสถานการณ์ของตัวเองอีกครั้งในช่วงเดือน มกราคม ที่จะมาถึงนี้ ว่าจะเลือกเก็บข้าวของย้ายรังเสียทีหรือไม่

เมื่อดาวเตะทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ทีมลิเวอร์พูล ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อผมก่อนเริ่มศึก เวิลด์ คัพ 2014 แต่ ทีมบาเยิร์น ก็ทุบโต๊ะขวางและบอกกับผมว่าพวกเขาจะไม่มีทางขายผมออกไปแน่นอน สัญญาของผมตอนนี้ยังมีถึงปี 2016 และมันก็มีความเป็นไปได้ที่ผมจะขยายสัญญาออกไปอีก อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างมันต้องมีขั้นมีตอน และผมจะประเมินสถานการณ์ของตัวเองอีกครั้งในช่วงเปิดตลาดหน้าหนาวนี้"

และนอกจากนี้ ชากิรี่ ยังไม่ลืมที่จะพูดถึงตารางบอลเกมรอบคัดเลือกศึก ยูโร 2016 ที่ทัพ "ทีมนาฬิกา" จะพบกับ อังกฤษ ในคืนวันจันทร์ที่จะถึงนี้ 8 กันยายน เช่นกัน โดยได้กล่าวว่า "สำหรับผม ผมคิดว่ามันจะมีผู้เล่นดาวรุ่งหลายๆ คนของ อังกฤษ ที่พวกเราหลายๆ คนไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน ได้รับโอกาสลงสนาม พวกเขาต้องการที่จะแก้ตัวจากการที่ทำผลงานได้น่าผิดหวังในศึก เวิลด์ คัพ รอบสุดท้าย แต่เราจะเล่นไปตามเกมของเราปกติ และมองถึงการคว้าชัยชนะในบ้านตัวเอง"
วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ผลบอลพรีเมียร์ลีกของทีมแมนฯ ยูรวมทั้งวิเคราะห์บอลรูปเกมการคุมทีมระหว่างมอยส์และฟานกัล


จากเพลง คิดถึงฉันไหมเวลาที่เธอ



สำหรับความผิดพลาดในวันนี้ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้เลวร้ายอะไร และยังมีตัวอย่างให้เห็นบ่อยๆ ว่า รีบเจ็บ รีบหาย รีบกลับมาล่าแชมป์ในตอนท้ายมีบ่อยไป




ถึงแม้ว่าเพลงอาจจะเก่าไปสักหน่อย แต่เชื่อว่าใครหลายคนน่าจะยังจำเพลงนี้ได้ดี และจำหน้าผู้ชายคนนี้ได้แม่นยำไม่ต่างกัน คิดถึงเขาหรือไม่? หลังจากที่ทีม แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดซีซั่นด้วยความพ่ายแพ้ แหม แซวเล่น

แต่ว่าเดี๋ยวก่อน

เมื่อ 1 ปีที่แล้ว เดวิด มอยส์ พาทีม ปิศาจแดง เปิด ซีซั่นกับ สวอนซี ซิตี้ ทีมเดียวกันเปี๊ยบ เปลี่ยนสถานที่เป็น ลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม เวลส์ แถมยังเปลี่ยนสกอร์เป็นคนละเรื่อง 
จาก 1-2 เป็น 4-1




วิเคราะห์บอลนัดที่ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2013/14 นัดเปิดสนามกับทีมสวอนซี

  1. ดาบิด เด เคอา
  2. ฟิล โจนส์
  3. ริโอ เฟอร์ดินานด์
  4. เนมานย่า วิดิช
  5. ปาทริซ เอวร่า 
  6. ทอม เคลฟเวอร์ลี่
  7. ไมเคิ่ล คาร์ริค
  8. ไรอัน กิ๊กส์ 
  9. อันโตนิโอ วาเลนเซีย
  10. โรบิน ฟาน เพอร์ซี่
  11. แดนนี่ เวลเบ็ค

ซึ่งครั้งนั้นทุกคนก็คิดเหมือนกันว่า นี่คือ เดอะ โชเซ่น วัน แต่อยู่ไปเรื่อยๆ ทองก็ลอก แต่มันก็ไม่ได้เริ่มต้นแย่ขนาดนี้




ภาพสถิติ การครอบครองบอลจากเกมเริ่มต้นฤดูกาล 2013/14




ภาพสถิติ การครองบอลจากเกมเริ่นต้นฤดูกาล 2014/15

สำหรับเกมอุ่นเครื่องในช่วงปรีซีซั่นยังไม่สามารถบอกอะไรไม่ได้ เป็นประโยคคลาสสิกที่เรามักจะพูดกันบ่อยๆ ครั้งนี้เราก็ต้องยกประโยคนี้มาพูดอีกครั้ง และแชมป์ กินเนส อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์ คัพ ไม่ได้รับประกันความสำเร็จใน โปรแกรมพรีเมียร์ลีก ไม่ได้จิก แค่พูดความจริง

โดยที่สถิติด้านบนน่าจะพอบอกได้ว่า ชุดนักเตะของ หลุยส์ ฟาน กัล ยังขาดตรงไหน มองคร่าวๆ จากตรงนี้และรูปเกมในสนาม เรื่องของการสร้างสรรค์เกมกลางสนามน่าจะโดนตั้งคำถามมากที่สุด อันเดร เอร์เรร่า ตอบโจทย์หรือยัง? ส่วน แอชลี่ย์ ยัง ที่โชว์ฟอร์มได้ตื่นตามากในปรีซีซั่น กลับไปเป็น อาจารย์ยัง เหมือนเดิม  ส่วน เจสซี่ ลินการ์ด ที่เซอร์ไพรส์เป็นตัวจริง ลงมา 24 นาทีเดี้ยง ก็ทำให้เราได้เจอกับตำนานหลายเลข 11 คนใหม่ อั๊ดนาน ยานาไซ ซึ่งดูแล้วไม่ค่อยถนัดการเป็นฟูลแบ็ค เข้าใจว่าต้องให้เวลา แต่ถ้าพูดถึงการดวลตัวต่อตัวกับคู่แข่งก็พอใช้ได้ ค่อนไปทางดี




รายชื่อ 11 ผู้เล่นตามคาดของ แม็ตต์ เลอ ทิสซิเอร์ ซึ่งออกมาผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย

วิเคราะห์ผลบอล : หลังจากที่ฟาน กัล ได้พยายามให้โอกาสดาวรุ่งหรือแท็คติกอะไรสักอย่าง และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ตัวจบสกอร์คนสำคัญที่ยังพักแข้งอยู่ หลังผ่าน เวิลด์ คัพ มานานกว่าคนอื่น ส่วน แดนนี่ เวลเบ็ค บาดเจ็บ แต่มันก็น่าเหลือเชื่อเกินไปจริงๆ แม้มีหลายคนคิดว่า การจากไปของแข้งตัวเก๋าหลายคนอย่าง 1.
ริโอ เฟอร์ดินานด์, 2.ปาทริซ เอวร่า น่าจะทำให้ แนวรับดาวรุ่งที่มีความเร็วจับคู่แข่งได้อยู่หมัด แม้จะโฉ่งฉ่างไปบ้าง หรือเล่นหนักไปหน่อย แต่น่าจะตามบอลทัน นั่นคือภาพที่เราคิด แต่ความเป็นจริงที่แฟน ผี รู้ดีคือ กองหลังที่มีไว้ใจยังไม่ได้

โดยแนวรุกใน วันนี้ ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ชิชาริโต้ ขยันวิ่ง วิ่งเก่ง วิ่งเร็ว แต่ไม่ได้ทำอะไรมากกว่านั้น เขายังเป็นตัวจบสกอร์โป้งเดียวจอด ที่ควรลงมาทำหน้าที่ซูเปอร์ซับมากกว่าตัวจริง ส่วน เวย์น รูนี่ย์ ก็ถือว่าผลงานไม่เลว ถ้านับรวมประตูตีเสมอ 1-1 แต่นอกเหนือจากนั้น ภาระกัปตันคงหนักไปหน่อย
นี่คือคะแนนความสามารถจาก สปอร์ตส์เมล

  • ดาบิด เด เคอา 5.5

อันที่จริงแล้ว 2 ประตูที่เสียไป ไม่อยากโทษว่าเป็นความผิดของนายด่านรายนี้ แต่ลูกที่ 2 น่าจะป้องกันได้ดีกว่านี้หน่อย

  • ฟิล โจนส์ 6

สำหรับเขาครึ่งแรกเล่นได้ดีทีเดียว แถมยังเล่นเกมรุกได้ดีอีกด้วย เล่นดีจนกระทั่ง เจฟเฟอร์สัน มอนเตโณ่ ลงมาสร้างปัญหาให้ ความดีที่ทำไว้เลยโดนหักล้างไป

  • คริส สมอลลิ่ง 5.5

ซึ่งในบรรดาแนวรับ 3 คน น้องเล็ก ครองบอลได้ดีที่สุด แต่พลาดจังหวะเสียประตูที่ 2 อย่างแรง

  • ไทเลอร์ แบล็คเก็ตต์ 6.5

เขานั้นโดน นาธาน ดายเออร์ เล่นงาน ทำให้โชว์ความสามารถด้านการผ่านบอลได้ไม่ดี


  • เจสซี่ ลินการ์ด 6

ยังได้ลงเล่นน้อยเกินไป ทำให้ได้คะแนนเท่าที่เห็น ซึ่งยังพิสูจน์อะไรไม่ได้


  • อั๊ดนาน ยานาไซ 7 เป็นตัวสำรอง นาทีที่ 24

ได้ดวลกับ นีล เทย์เลอร์ ได้ดี ในบรรดาผู้เล่นทั้งหมดของ ยูไนเต็ด ถือว่าดีที่สุดแล้ว แม้จะยังไม่ถนัดการลงต่ำ แต่ต้องเก็บประสบการณ์อีกนานกว่าจะได้สักครึ่งของ ไรอัน กิ๊กส์

  • ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ 6.5

คนนี้ดูโอเคที่สุดในแดนกลางของ แมนฯ ยูไนเต็ด วันนี้ แต่ถ้าเทียบกับผู้เล่นของ สวอนซี ก็ยังเป็นรอง


  • อันเดร์ เอร์เรร่า 6

เป็นคนที่ครองบอลได้ และเล่นบทบาทปิดทองหลังพระดีทีเดียว เพียงแต่แผนวันนี้อาจดูเหมาะกับ มารูยาน เฟลไลนี่ มากกว่า


  • มารูยาน เฟลไลนี่ 6 เป็นสำรอง นาทีที่ 67

ซึ่งเขาเป็นสำรองที่ลงมาทำหน้าที่ที่แดนกลางของทีมยังขาดไป และวันนี้เล่นดีกว่า อันเดร์ เอร์เรร่า เรียกว่าเปลี่ยนตัวถูกคน


  • แอชลี่ย์ ยัง 5.5

เรียกได้ว่าอาจจะไม่ถนัดนัดที่ต้องเป็นฟูลแบ็ค ทำให้ผลงานตำกว่ามาตรฐาน ขึ้นได้ ลืมลง ต้องปรับตัวอีกหน่อย และจากการที่ปรีซีซั่นทำผลงานดี วันนี้จึงได้คะแนนน้อยผิดคาด


  • ฆวน มาต้า 6

เป็นคนที่ต่อบอลได้ ผ่านบอลดี แต่มีพลาดให้เห็นหลายครั้ง เหมือนความดีกับความผิดพลาดหักล้างกันจนไม่เหลืออะไรมาก


  • ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ 5

มีดีที่ขยันวิ่ง แต่ไม่มีผลงาน จบ!


  • นานี่ 6 เป็นตัวสำรอง นาทีที่ 46

สามารถช่วยเกมด้านริมเส้นซ้ายได้ดีกว่า แอชลี่ย์ ยัง


  • เวย์น รูนี่ย์ 6.5

สำหรับครึ่งแรกดูอึดอัด และมีปัญหาเล็กน้อย แต่ก็ทำประตูได้ อย่างไรก็ดี ส่วนร่วมกับเกมยังน้อยไป




ซึ่งถ้าเขาเอามือขึ้นมาอีกข้างนี่ มอยส์ ชัดๆ


ด้วยความผิดพลาดในวันนี้ของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่ได้เลวร้ายอะไร เพียงแค่สะท้อนความบกพร่องบางอย่างของแท็คติกกุนซือดัตช์ที่เราคิดว่าน่าจะ ดี ซึ่งการเริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้ อาจจะดีกว่าเริ่มต้นแบบสวยหรู เพราะเจ็บทีหลังหนักกว่า และยังมีตัวอย่างให้เห็นบ่อยๆ ว่า รีบเจ็บ รีบหาย รีบกลับมาล่าแชมป์ในตอนท้ายมีบ่อยไป

คำคมด้วยรักและจิกกัด


สำหรับมอยส์วอนขอแฟนผีให้เวลาฟานกัล 



รู้สึกจะหล่อขึ้นมาเลย หลังมอยส์ เปิดใจหลังเห็นทีม ปีศาจแดง พ่ายคาบ้าน วอนสาวก เร้ด อาร์มี่ อดทนรอผลงานของเจ้านายคนใหม่ เชื่ออีกไม่นาน ฟาน กัล พาทีมงัดฟอร์มเก่งแน่

เมื่อเดวิด มอยส์ อดีตผู้จัดการของทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาแสดงความเห็น หลังจากที่ทัพทีม ปีศาจแดง ทำผลงานสุดบู่ ประเดิมฤดูกาลใหม่ด้วยการเปิดบ้านพ่ายต่อ สวอนซี ซิตี้ ไป 1-2 ในเกมลีกสูงสุดเมืองผู้ดี เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา วอนเหล่า เร้ด อาร์มี่ ให้เวลา หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือคนใหม่ได้พิสูจน์ฝีมือ เชื่ออีกไม่นาน นายใหญ่ชาว ดัตช์ จะพาทีมงัดฟอร์มเก่งได้แน่

โดยมอยส์ ที่เคยได้คุมทีม ปีศาจแดง ต่อจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนถูกปลด ภายในระยะเวลาแค่ 9 เดือน พูดถึงผลงานของต้นสังกัดเก่าว่า ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าการคุมทีมต่อจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำไว้ ไม่ว่าใครก็ต้องใช้เวลาทั้งนั้น หลุยส์ ฟาน กัล เองก็ต้องการเวลาเพื่อทำงานนี้ให้ดีขึ้น เขาต้องการโอกาสเพื่อจะปรับแต่งทีมให้เป็นอย่างที่ใจเขาต้องการ

และสำหรับ ฟาน กัล ทำสถิติใหม่ที่ไม่มีใครอยากจำ ด้วยการพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพ้คาบ้านในนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในรอบ 42 ปี ในขณะที่ มอยส์ แม้จะโดนวิจารณ์เรื่องฝีมือการคุมทีมมากมาย แต่เขาก็ยังสามารถพาทีมบุกไปเอาชนะทีม สวอนซี ถึงบ้านได้ 4-1 ในเกมนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาลก่อน


สื่อเมลอ้างทีมหงส์แดงยังสนดึงฟัลเกามาล่าประตู



โดยที่ เดลี่เมล ลือสนั่นว่าทีม หงส์แดง ยังสนดึง ฟัลเกา เสริมแนวรุก แม้หอกโคลอมเบียนสนซบ "ชุดขาว" มากกว่า เล็งหาช่องยืมตัวเสริมทัพแม้ต้องทุ่มจ้างแพง 11 ล้านบ./สัปดาห์ แถมต้องจ่ายค่าเช่าให้ทีม โมนาโก ถึง 660 ล้านบาท

เมื่อเดลี่เมล สื่อชื่อดังรายงานว่า ลิเวอร์พูล ยักษ์ใหญ่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยังคงสนใจจะคว้าตัว ราดาเมล ฟัลเกา กองหน้า โมนาโก ใน ลีก เอิง ฝรั่งเศส มาเสริมทัพให้ได้ในฤดูกาลนี้ แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่าตัวนักเตะสนใจจะย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด โคตรทีมใน ลา ลีกา สเปน มากกว่า

สำหรับ เอล ติเกร ไม่ได้มีความสุขกับการค้าแข้งในเมืองน้ำหอมและต้องการจะย้ายทีมโดยมีทีม ราชันชุดขาว เป็นจุดหมายต่อไป อย่างไรก็ตามมหาอำนาจจากแดนกระทิงดุใช้จ่ายไปแล้วเกือบ 90 ล้านปอนด์หรือ 4.95 พันล้านบาท กับ 1.ฮาเมส โรดริเกซ, 2.โทนี่ โครส และ 3.
เคย์เลอร์ นาบาส ทำให้ต้องระวังเรื่องการซื้อนักเตะเพื่อไม่ให้ขัดกับกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์

จากนั้นทีมเรอัล มาดริด จึงจะขอยืมตัว ฟัลเกา มาก่อนและพ่วงด้วยออพชั่นซื้อขาดหลังจบฤดูกาล แต่ โมนาโก ต้องการให้จ่ายเงินซื้อขาดเท่านั้น หรือไม่อย่างนั้นก็จะปล่อยให้สโมสรอื่นๆ ยืมตัวไปใช้งานแทน

ถึงแม้ว่าดาวยิงโคลอมเบียนจะอยากย้ายไปล่าตาข่ายในถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบว แต่หาก โลส บลังโกส ไม่ยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวเขาไปร่วมทีมภายในช่วงเวลา 2 สัปดาห์ที่เหลือก่อนตลาดนักเตะจะปิดลง เจ้าตัวก็พร้อมจะพิจารณาย้ายไปอยู่กับสโมสรอื่นแบบยืมตัวแทนเพื่อรอโอกาสย้ายไปเล่นให้กับทีมในดวงใจในฤดูกาลหน้า

และทีม หงส์แดง จึงหวังที่จะใช้โอกาสนี้ดึงตัว ฟัลเกา มาร่วมทีมให้ได้ แม้จะต้องพบปัญหาทางการเงินทั้งเรื่องค่าจ้างต่อสัปดาห์ซึ่งสูงถึง 200,000 ปอนด์ ราว 11 ล้านบาท แล้วยังจะค่าเช่าซึ่ง โมนาโก เรียกสูงถึง 12 ล้านปอนด์ ราว 660 ล้านบาท โดยหากพวกเขาเจรจาไม่สำเร็จ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็พร้อมจะเสียบดึงตัวหัวหอกร่างตันเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งในทันที

มูเผยรำลึกความผิดพลาดเมินเซ็นคอสต้า8ปีก่อน



ถึงแม้ว่ายังไง แต่สุดท้ายก็ได้มา เมื่อมูรินโญ่ รำลึก ตนเองเหมือนเป็นคนตาบอด ที่เมินเซ็นคว้าตัว คอสต้า มาร่วมทัพทีม สิงห์บลูส์ เมื่อ 8 ปีก่อน พร้อมเชื่อทีมอื่นก็คงเสียดายที่มองข้ามนักเตะรายนี้เช่นกัน

โดยหลังจากที่โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือฝีปากกล้าของ เชลซี ยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยอมรับว่าตนเองผิดพลาดอยู่ไม่น้อย ที่มองข้ามไม่ยอมเซ็นสัญญาคว้าตัว ดีเอโก้ คอสต้า ศูนย์หน้าทีมชาติ มาร่วมทัพทีม สิงห์บลูส์ เมื่อปี 8 ก่อน สมัยนักเตะรายนี้เริ่มอาชีพค้าแข้งกับ บราก้า ทีมดังในลีก โปรตุเกส โดยเชื่อมั่นด้วยว่าสโมสรอื่น ก็ต้องรู้สึกเสียดายเช่นเดียวกัน

สำหรับกองหน้าวัย 25 ปี ได้โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมให้กับืทีม แอตเลติโก มาดริด เมื่อซีซั่นที่ผ่านมา หลังยิงไป 36 ประตู รวมทุกรายการ พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ลีก จนสถาปนาขึ้นมาเป็นกองหน้าระดับท็อปของยุโรป ส่งผลให้ เชลซี ยอมทุ่มเงินถึง 32 ล้านปอนด์หรือ 1,760 ล้านบาท คว้าตัว คอสต้า มาเสริมทีม

และเดอะ แฮปปี้ วัน ซึ่งได้กลับมาคุมทัพทีม สิงห์บลูส์"เป็นครั้งที่ 2 ได้กล่าวถึงความหลังที่พลาดโอกาสคว้าตัว คอสต้า มาร่วมทีมสมัยที่เจ้าตัวมากุมบังเหียน เชลซี ครั้งแรก เมื่อปี 2006 โดยได้ระบุว่า ความจริงแล้ว เมื่อครั้งที่ คอสต้า ค้าแข้งอยู่ในลีกโปรตุเกส ผมก็เห็นเขาอยู่นะ แต่เหมือนทุกๆ คนจะตาบอดกันหมดรวมถึงตัวผมเองด้วย


โดยที่ท่านสามารถติดตาม ไฮไลท์ฟุตบอล ไฮไลท์พรีเมียร์ลีก ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีก 

เพิ่มเติมได้ที่