วันพฤหัสบดีที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คิดแบบนี้สินะ!! แล้วบอลไทยจะไปบอลโลกได้ยังไง

จุดพลุแฟลร์สิแน่จริง กับตรรกะนี้ ของแฟนบอลสมองป่วยๆ




เล่นให้มันได้อย่างนี้สิ!  หลังจากได้ฟินกับชัยชนะ 3-0 ของบอลไทยเหนือขุนพลปินอยได้ไม่ทันข้ามวัน กะไว้แล้วเชียวว่า ไอเจ้ากลุ่มควันที่ผมเห็นตอนก่อนเริ่มเกม มันต้องสร้างความน่ารำคาญใจตามมาแน่ๆ

และกฏเขาก็มีบอกอยู่แล้ว ซึ่งก็ได้ประกาศโต้งๆ ออกสื่อ หน้าสนามก็มีแจ้งเตือนไว้ พวกเอ็งก็ยังจะแอบเอาเข้าไปจนได้เนอะ

คือผมก็ไม่เข้าใจว่านี่คือ การแสดงออกถึง ความรักชาติ จริงๆ เหรอ กับการทำสิ่งที่เขา ห้ามทำ




ก็สงสัยอยู่ ว่าคงอ่านหนังสือไม่ออก หรือว่าไม่ได้อ่านกันแน่ ?

และถ้าวิเคราะห์บอลได้เข้าไปอ่านในเพจของพวกเขาที่ใช้ชื่ออย่างเท่ว่า Ultras Thailand กับตรรกะที่ชูโรงกันเอง  เลียกันเอง ที่ว่าการจุดพลุแฟลร์นี่มันช่างเท่เสียเต็มประดา และตั้งค่าไม่ให้คนนอกกลุ่มมาคอมเม้นซะด้วย ฮ่าๆ เท่แค่ในบ้านเรา แต่เขาจวกกันทุกหัวระแหงเว็บบอร์ดทั่วประเทศ

ซึ่งไม่รู้ว่าด้วยความคึกคะนอง หรือจะด้วยเหตุผลที่ว่าเพื่อ ข่มขวัญคู่ต่อสู้ กับการจุดแฟลร์นี่มันแสดงออกถึงความที่เป็น อุลตร้า นะเห้ย จะให้มาร้องเพลงเจื้อยแจ้ว ตบมือเปาะแปะ นั่นมันเด็กเขาทำกัน



และเขาอวยกันเองด้วยว่า สวยงาม และตอนนี้คนไทยเกือบทั้งประเทศกลายเป็นพวก โลกสวย+สถุน ไปแล้วนะครับ

เพียงแต่ชาวบ้าน แฟนโปรแกรมบอลที่เขามาเป็นครอบครัว ที่มีทั้งลูกเด็กเล็กแดง หรือปู่ย่าตายาย ที่อยู่โซนนั้น เขาคงไม่เห็นว่ามันข่มขวัญคู่แข่งหรอกครับ ซึ่งมันทำลายระบบการหายใจและบังการดูฟุตบอลของพวกเขาโว้ย

และถ้าเกิดทาง AFF ออกมาสอบสวน จนถึงขั้นลงโทษ เราก็คงไปโวยวายอะไรไม่ได้หรอกเนอะ

ก็เขามีกฏห้ามมาแล้ว พวกเอ็งก็ยังทำ ยังจะมีหน้ามาโอดครวญอีกเหรอ ?




พวกเราก็ช่วยเขาประกาศต่อๆ ไปด้วยนะครับ

ถ้ารอบชิงชนะเลิศ นัดแรก เราอาจจะได้เตะในสนามราชมังคลาฯ แบบ ห้ามแฟนบอลเข้าชม หรืออาจจะแย่ถึงขั้น ให้ไปเตะสนามกลาง ที่มาเลเซีย หรือ เมียนมาร์ อะไรก็ว่าไป

ซึ่งพวกอุลตร้าทั้งหลายเหล่านั้นจะว่ายังไงหนอ? กับการกระทำที่พวกเขาทึกทักกันเองว่านี่แหละ การเชียร์ที่แท้จริง มันต้องทำแบบนี้!

และถ้าชอบมากๆ แนะนำให้ดูที่บ้าน ปิดประตูหน้าต่างทุกบานให้มิดชิด จุดมันขึ้น แล้วชื่นชมความงามของกลิ่นและควันให้เต็มที่ครับ รับรองไม่มีใครว่าสักคำ

แต่จงอย่าออกมาเป็น ภาระของสังคม และ เป็นตัวถ่วงความเจริญวงการฟุตบอลไทย แบบนี้เลย

โดย น้องเพชร
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557

วิเคราะห์บอล: มาดูเช็กบิลศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษกันหน่อยดีกว่า

มาดูเช็กบิลศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษกันหน่อยดีกว่า




ซึ่งสกู๊ปหลังเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นัดที่ 15 มาดูซิว่ามีอะไรเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้บ้าง




ข้อแรก ปิดฉากไร้พ่าย


คราวนี้ก็เลิกพูดอย่างเป็นทางการกับแนวทางไร้พ่ายของ ทีมเชลซีในฤดูกาลนี้ จบสิ้นลงแล้วด้วยฝีมือของ ทีมนิวคาสเซิล เชื่อว่าเป็นแมตช์ที่ทุกคนรอคอยยกเว้นแฟน ทีมเชลซี สถานการณ์แบบนี้อยากเห็นกันมานาน

เมื่อทีมเชลซีสะดุดตอ ทำให้หลายทีมแช่งอยู่ในใจแบบนี้ โดยเฉพาะ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ประกาศตั้งหน้าตั้งตาไล่ล่าอย่างชัดเจน แต่แล้ว ทีมซันเดอร์แลนด์ ทำเป็นตัวอย่างเอาไว้ว่าสามารถดึงแต้มจาก ทีมเชลซีได้ ทำให้ ทีมนิวคาสเซิล นั้นตอกย้ำอีกครั้งอย่าว่าแต่แบ่งแต้ม ยึดมาครองทั้งหมดยังได้

ซึ่งได้ปิดฉากไร้พ่ายอย่างเป็นทางการจึงเกิดขึ้น ไม่ต้องถกเถียง ไม่ต้องคาดเดาอีกต่อไป




ข้อที่สอง โค้ชโจเซ่ มูรินโญ่

หลังจากที่ ไม่มีอาการเครียดให้เห็นกันมานาน ซึ่งผลงานลูกทีมตอบสนองอย่างต่อเนื่อง แม้มีเรื่องไม่ถูกใจบ้างแต่ผ่านไปได้ เอาตัวรอดไปได้ ไม่ใช่เรื่องเสียหายโลกฟุตบอลเป็นแบบนี้ น้ามู รู้สึกแบบนั้นจนกระทั่งวันที่ความพ่ายแพ้เข้ามาเยือน

ซึ่งแม้แต่เด็กเก็บบอล โจเซ่ มูรินโญ่ นั้นยังไม่สบอารมณ์ ถ่วงเวลาเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่กวนใจ น้ามู เป็นที่สุด ไม่ชินกับสถานการณ์เป็นแบบนี้ง่ายอยู่แล้วกับการอารมณ์เสีย

ทำให้สถานการณ์ของ ทีมเชลซีใช่ว่าเลวร้ายจนรับไม่ได้ ผิดพลาดครั้งใหญ่จนดิ่งลงเหว เส้นทางยังคงดูดี เพียงแต่ทุกทีมต่างรู้สึกมั่นใจมากขึ้น สามารถคาดเดาและวางแผนที่จะแบ่งแต้มจาก ทีมเชลซีได้ ไม่ใช่เรื่องเกินตัวอีกต่อไป




ข้อที่สาม ปาปิสส์ ซิสเซ่

ต้องวิเคราะห์บอลให้เครดิตร่วมกันทั้งทีม ซึ่งทั้ง 2 ประตูที่จัดการ ทีมเชลซี ตัวของ ปาปิสส์ ซิสเซ่ ได้สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้กับ ทีมเชลซีได้เป็นอย่างดี คงจำชื่อนี้ไปอีกนานกับการหยุดยั้งความฝันไร้พ่าย

ซึ่งหลังจากเดินหน้าแบบแฟนบอล ทีมสาลิกายังตกใจ ไม่อยากจะเชื่อว่า อลัน พาร์ดิว จะสามารถพาทีมชนะติดต่อกันได้แบบยาวๆ กำลังเพลิดเพลินในการเดินทาง สะดุดด้วยการพ่ายให้ ทีมเวสต์แฮมต่อเนื่องด้วยการเจ๊า ทีมเบิร์นลี่ย์

ก็เริ่มจะมีข้อสงสัยกันว่า ทีมนิวคาสเซิล จะสร้างเส้นกราฟแบบวูบวาบหรือเปล่า สุดท้ายได้คำตอบที่สุดยอดด้วยการกลับมาเก็บ 3 แต้ม ในเกมที่ใครๆ ต่างจับตา




ข้อที่สี่ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ซึ่งการไล่ล่าแบบมีความหมายเหลือเกิน มานูเอล เปเญกรินี่ ได้กระตุ้นลูกทีมเรือใบทุกนัดว่า ทีมเชลซีต้องมีสะดุด เพราะฉะนั้นการเดินหน้าของตัวเองต้องมั่นคงไว้ก่อน หลังจากนั้นค่อยหันไปมอง น้ามู กับลูกทีมว่าโดนคู่แข่งทีมไหนขัดขาได้บ้าง

และจากแต้มที่เริ่มมีการมองกันว่าชักจะห่างไปหน่อย เรือใบขยับไล่ด้วยการเก็บชัยชนะทุกนัดใน 4 เกมหลังสุด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เชลซีทีเขวไปบ้าง ทำให้การไล่ขยับเข้ามาใกล้จนหายใจรดต้นคอกันเรียบร้อยแล้ว

คะแนน 3 แต้ม คือระยะห่างที่เห็นกันเต็มตาในตารางบอลอันดับ ความสนุกสนานเพิ่มมากขึ้นแน่นอน





ข้อที่ห้า กุน อเกวโร่

สำหรับภาพอาการบาดเจ็บ นั่นคือปัญหาใหญ่ กุน อเกวโร่ คือนักเตะคนสุดท้าย ในศึกพรีเมียร์ลีกที่ มานูเอล เปเญกรินี่ ต้องการเห็นในมุมของการบาดเจ็บ

จะเห็นได้ว่ามีการตอกย้ำกันมาตลอด กำลังสำคัญในการไล่ล่าแชมป์ของเรือใบ อเกวโร่ คือกองกำลังที่สำคัญมากๆ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บให้มากที่สุด

ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครการันตีเรื่องแบบนี้ได้ แต่นั่นคือปัจจัยที่เรือใบรับรู้เป็นอย่างดี ไม่มี กุน อยู่ช่วยงานมากนัดเท่าไหร่จะมีผลกระทบต่อการไล่ตาม ทีมเชลซีมากเท่านั้น

หลังจากที่ดึง 3 แต้ม มาจาก ทีมเอฟเวอร์ตัน ได้สำเร็จ พร้อมกับช่วงเวลาที่เชลซีโดนเล่นงาน ความแฮปปี้เข้ามาเยือน โค้ชมานูเอล เปเญกรินี่ แบบเต็มๆ

แล้วเรื่องซวยก็มาเยือน คือ กุน อเกวโร่ นั้นได้รับบาดเจ็บ ในนาทีนี้คาดหวังว่าอย่าเจ็บนานก็แล้วกันครับ




ข้อที่หก อาร์แซน เวนเกอร์

ซึ่งก็ไม่รู้ว่า เฮียแกจะมาอารมณ์ไหนเหมือนกัน โดนทั้งแฟนบอล ทีมสโต๊ค เล่นงานตั้งแต่ยังไม่เริ่มเกม โดนทั้งแฟนบอลตัวเองต่อว่าต่อขาน ก่อนหน้านี้ เวนเกอร์ ตอบโต้แฟนบอลไว้ว่า ย้อนกลับไปดูสถิติของทีมปืนโต มีกุนซือคนไหนในโลกนี้ที่พาทีมเข้าไปรอบน็อกเอาต์เล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นประจำ มีลุ้นแชมป์ และ ติดท็อปโฟร์ ตลอด

และกุนซือคนไหนจะเทียบชั้นกับ เวนเกอร์ ไม่ใช่เรื่องง่ายครับ ต้องยอมรับในความเป็นจริง แต่ทว่า ภาพเดิมๆ แบบนั้นสำหรับแฟนบอลคือความซ้ำซาก ได้แค่นั้นโดยไม่สามารถขยับความรู้สึกให้มากกว่าเดิมได้

เป็นเรื่องธรรมดาครับกับความต้องการของคน ถูกใจทั้งหมดทุกเมื่อเชื่อวันคงเป็นไปไม่ได้ แต่จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายแค่ไหนนั่นสำคัญกว่า

ซึ่งเวนเกอร์ นั้นบอกไว้ชัดเจนแล้วว่า อีก 3 ปี ทีมอาร์เซนอล ชุดนี้จะลุ้นแชมป์เต็มตัว รอกันได้หรือเปล่า




ข้อที่เจ็ด ปัญหาซ้ำซาก

ซึ่งนอกจากอาการแผ่วเป็นพักๆ ของ ทีมอาร์เซนอลที่เราเห็นเป็นประจำ อาการบาดเจ็บก็มักจะเล่นงานจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์บอลสถานการณ์ทั้งหมด หาสาเหตุหรือความเป็นไปว่าเป็นเช่นไรกันแน่

โดยที่อีกเรื่องหนึ่งคือใบแดงแจ้งโทษ มีเป็นประจำเช่นกันกับลูกทีมของ เวนเกอร์ นักเตะบาดเจ็บ นักเตะติดโทษแบบเป็นปัจจัยสำหรับทุกทีม แต่ ทีมอาร์เซนอล มักจะหลีกเลี่ยงได้ไม่ดีเท่าไหร่ กลับไปปรับปรุงเดี๋ยวนี้




ข้อที่แปด พลาดทั้งในและนอกสนาม

เรียกว่าเป็นเรื่องของ ทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล ที่ได้เจอเหตุการณ์นี้ ที่พลาดในสนามเป็นเรื่องราวที่ปล่อยปละละเลยความเด็ดขาด ใช้โอกาสเปลืองไปเรื่อยเปื่อย

ซึ่งจังหวะไหนต้องได้หรือควรจะได้จำเป็นต้องรักษาเอาไว้ ยิ่งเกมที่เล่นในบ้านยิ่งต้องได้ น่าเสียดายที่หงส์แดงทำไม่สำเร็จ

ซึ่งเรื่องราวนอกสนามก็คือ ทีมเชลซี แพ้ ทีมอาร์เซนอล แพ้ ซึ่งนี่คือโอกาสทองในการเก็บแต้มขยับตัวเองให้ชัดเจน โอกาสที่ด้านบนจะพลาดพร้อมๆ กันนั้นไม่ง่าย แต่ทว่าสถานการณ์ผ่านไปแบบน่าเสียดายอีกแล้ว

ก็เอาเป็นว่าการเจ๊า ทีมซันเดอร์แลนด์ นี้เป็นเรื่องเสียหายไม่น้อย พลาดทั้งการเก็บแต้มเต็มในบ้าน พลาดทั้งการขยับแต้มในจังหวะที่ทีมใหญ่นัดกันพลาด

ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่าหนักอกหนักใจสำหรับ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และลูก ทีมลิเวอร์พูล อย่างยิ่ง ต้องเคลียร์ต้องเกลี่ยนักเตะให้เหมาะสมกับโปรแกรม แม้ว่าฟอร์มโดยรวมยังไม่เป็นอย่างที่คาด

โดยที่เกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ในนัดชี้ชะตารออยู่เต็มๆ กลางสัปดาห์ รวมถึงศึกพรีเมียร์ลีก นัดต่อไปต้องทำศึกแดงเดือดกับ ทีมผีแดง

นั่นทำให้ ร็อดเจอร์ส ต้องมีเรื่องให้คิดและทำการบ้านแบบละเอียดยิบเต็มไปหมด ภายใต้ข้อจำกัดที่ว่า ทีมยังคงไม่มีฟอร์มที่น่าประทับใจอะไรเลย





ข้อที่เก้า คิวพีอาร์

ก็ได้โชคสองชั้นเข้ามาเยือนบ้างแล้ว ชั้นแรกคือสามารถเก็บผลบอล 3 แต้ม ที่ต้องการได้เสียที เจอคู่แข่งลักษณะนี้ทำได้ตามแผน ตามความต้องการนั้นนั้นสำคัญมากๆ

ซึ่งนอกจากขยับตัวเองได้แล้ว ยังกดคู่แข่งที่คาดว่าจะแย่งชิงพื้นที่อยู่รอดกันได้อีกด้วย โชคชั้นที่ 2 ของ แฮร์รี่ เรดแนปป์ และลูกทีมก็คือสามารถดีดตัวเองออกมาจากเรดโซนได้สำเร็จ

นี่ก็เป็นการชั่วคราวก็ยังดีกว่าจมอยู่ตรงนั้นนานๆ ที่อยู่ต้องรอดูว่าปัญหาใบแดงของ ชาร์ลี ออสติน จะมีผลกระทบต่อทีมมากน้อยแค่ไหน

เขียนเรื่องโดย ดามัน

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกใครเป็นตัว แสบ ของใครมาดูกัน

ใครเป็นตัว แสบ ของใครมาดูกัน





สำหรับโปรแกรมพรีเมียร์ลีกนัดกลางสัปดาห์นี้ มีการพบกันระหว่างสองทีมที่มีสถิติหรือผลงานข่มกันอยู่หลายคู่ หรือพูดง่ายๆ ว่าทีมหนึ่งจะเป็นทีมที่มักจะทำแสบกับอีกทีมหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะด้วยการชนะอย่างต่อเนื่อง การไม่แพ้ได้อย่างยาวนาน หรือการมีสถิติดีกว่าในบ้านหรือนอกบ้าน

หลังจากที่หนังสือพิมพ์อย่าง เดอะเทเลกราฟ ได้ทำการประมวลทีมว่าทั้ง 20 ทีม ในศึกพรีเมียร์ลีกตอนนี้ มาดูกันว่าจะมีทีมไหนเป็นทีมแสบที่คอยเป็นหนามยอกของทีมคู่แข่งอยู่บ้าง


1.ทีมแสบของ ทีมอาร์เซนอล คือ ทีมเชลซี



สำหรับทีมอาร์เซนอลนั้น ลงเตะกับ ทีมเชลซีมาแล้ว 4 ครั้ง ซึ่งหลังจาก โจเซ่ มูรินโญ่ ได้กลับมาคุมทีมคู่แข่งร่วมเมืองรอบสอง และแพ้ไปด้วยสกอร์รวม 10-0 แถมก่อนหน้านี้ โค้ชอาร์แซน เวนเกอร์ ก็ไม่เคยนำทีมปืนใหญ่เอาชนะ ทีมสิงโตน้ำเงินครามของ มูรินโญ่ ได้เลยในการพบกันทั้งสิ้น 8 นัด


2.ทีมแสบของ ทีมแอสตัน วิลล่า คือ ทีมฟูแล่ม



นับเวลาตั้งแต่ ทีมสิงห์ผงาด นั้นเอาชนะ ทีมเจ้าสัวน้อยได้แบบไปกลับในฤดูกาล 2009-2010 พวกเขาก็ชนะได้อีกแค่ครั้งเดียวในการพบกัน 3 ฤดูกาลหลังจากนั้น แถม ทีมวิลล่ายังแพ้ทั้ง 2 นัด ในฤดูกาลที่แล้วที่ ทีมฟูแล่มตกชั้นด้วย


3.ทีมแสบของ ทีมเบิร์นลี่ย์ คือ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้



หลังจากที่วิเคราะห์บอล ทีมมิดเดิลสโบรห์ กับ ทีมแบล็คเบิร์น ซึ่งทั้งสองทีมนั้นเป็นทีมแสบสำหรับ ทีมเบิร์นลี่ย์ แต่ว่าทีมแมนฯ ซิตี้ เป็นเป็นทีมที่ไม่แพ้ต่อพวกเขามายาวนานที่สุดถึง 40 ปี แถมทีมเลือดหมูยังแพ้ต่อ ทีมเรือใบสีฟ้าด้วยสกอร์ 5 และ 6 ลูกอีกอย่างละ 2 ครั้ง ซึ่งนับตั้งแต่ ที่เป็นฝ่ายชนะได้ครั้งหลังสุดเมื่อปี 1974


4.ทีมแสบของ ทีมเชลซี คือ ทีมซันเดอร์แลนด์



โค้ชโจเซ่ มูรินโญ่ นั้นต้องเสียสถิติอันแสนภาคภูมิใจของเขาที่ ถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ลงด้วยน้ำมือของทีมซันเดอร์แลนด์เมื่อฤดูกาลที่แล้ว หลังจากที่ทีมแมวดำ นั้นกลายเป็นทีมแรกที่บุกมาชนะ ทีมสิงโตน้ำเงินคราม ได้ถึงบ้านได้ในเกมลีกในยุคที่เขาคุมทีมอยู่ แถมยังโดนเขี่ยตกรอบลีกคัพไปในฤดูกาลเดียวกันด้วย


5.ทีมแสบของ ทีมคริสตัล พาเลซ คือ ทีมโบลตัน



สถิติของทีมพาเลซ นั้นไม่เคยเอาชนะเกมลีกที่บ้าน ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้นับตั้งแต่ปี 1989 และไม่เคยชนะที่บ้าน ทีมอาร์เซนอลตั้งแต่ปี 1994 แต่ก็คงไม่ถือว่าเหนือความคาดหมายอะไร เพราะฉะนั้นทีมที่น่าจะเป็นตัวแสบที่สุดของพวกเขาคงเป็น ทีมโบลตัน ซึ่ง ทีมพาเลซ นั้นยังเอาชนะได้แค่ครั้งเดียวในการพบกัน 16 นัดหลัง


6.ทีมแสบของ ทีมเอฟเวอร์ตัน คือ ทีมลิเวอร์พูล



ถ้าหากจะมีทีมไหนที่สร้างความเจ็บแสบให้กับ ทีมเอฟเวอร์ตัน ได้มากไปกว่าคู่ปรับร่วมเมืองอย่างทีมลิเวอร์พูล ซึ่งทีมทอฟฟี่ นั้นแพ้ ทีมหงส์แดง ใน

  1. นัดชิงลีกคัพ 1 ครั้ง 
  2. นัดชิงเอฟเอคัพ 2 ครั้ง 
  3. รอบตัดเชือกเอฟเอคัพ 1 ครั้ง 

ซึ่งไม่เคยชนะที่ถิ่นแอนฟิลด์เลยนับตั้งแต่เปลี่ยนสหัสวรรษใหม่ มีเพียงทีมอาร์เซนอลเท่านั้นที่เอาชนะทีมเอฟเวอร์ตันได้มากกว่าทีมลิเวอร์พูล


7.ทีมแสบของ ทีมฮัลล์ คือ ทีมเบิร์นลี่ย์



สถิติโดยส่วนตัวแล้ว ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นอาจจะเป็นทีมแสบสำหรับ โค้ชสตีฟ บรู๊ซ เพราะกุนซือของ ทีมฮัลล์ยังไม่เคยคุมทีมเอาชนะทีมเก่าของเขาได้เลย แต่ถ้าในฐานะทีมแล้ว ทีมเบิร์นลี่ย์คือตัวแสบสำหรับ ทีมฮัลล์เลยทีเดียว เพราะเอาชนะได้ถึง 8 นัด จาก 9 นัดครั้งหลังสุด ที่พบกัน รวมถึงชัยชนะ 1-0 ในศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ซึ่งเป็นชัยชนะนัดแรกในฤดูกาลของทีมเลือดหมูด้วย


8.ทีมแสบของ ทีมเลสเตอร์ คือ ทีมเวสต์แฮม



เพียงแค่ชื่อของ ทีมเวสต์แฮม นั้นก็คงทำให้ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ นั้นต้องขนลุกขนพองได้แล้ว เพราะ ทีมจิ้งจอกสยาม นั้นคว้าชัยชนะเหนือ ทีมขุนค้อน ได้แค่ครั้งเดียวนับตั้งแต่ปี 1966 หรือใน 53 นัดหลังสุดที่พบกันนั่นเอง และต้องหวังว่าจะหยุดสถิตินั้นลงได้ ในการพบกันครั้งต่อไปในวันที่ 20 ธันวาคมนี้


9.ทีมแสบของ ทีมลิเวอร์พูล คือ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้



ถ้าหากลองย้อนตารางบอลพรุ่งนี้กลับไปตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ทีมเลสเตอร์ถือเป็นทีมสุดแสบสำหรับ ทีมลิเวอร์พูลแล้ว โดยทีมจิ้งจอก นั้นบุกคว้าชัยที่แอนฟิลด์ได้ 3 นัดติด ในระหว่างปี 1963 - 1965 ซึ่งเป็นช่วงที่ทีมยุคแรกของโค้ช บิลล์ แชงค์ลีย์ กำลังก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ หลังจากนั้น ทีมเลสเตอร์ก็ยังเอาชนะ ทีมลิเวอร์พูลได้ในอีกหลายแมตช์สำคัญ ๆ


10.ทีมแสบของ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คือ ทีมซันเดอร์แลนด์



สถิติของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้แพ้ ทีมซันเดอร์แลนด์ ด้วยสกอร์ 0 - 1 ตลอด 4 ครั้งหลังสุดที่ไปเยือนในถิ่น สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ ยังไม่นับเกมล่าสุด และก่อนที่เรือใบสีฟ้าจะถูกอภิมหาเศรษฐีจากตะวันออกกลางเข้ามาเทกโอเวอร์เมื่อเดือนกันยายนปี 2008 พวกเขาไม่เคยบุกชนะ ทีมแมวดำได้เลย


11.ทีมแสบของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือ ทีมเชลซี



ไม่มีทีมไหนแย่งแต้มจากแมนฯ ยูไนเต็ดในยุคของพรีเมียร์ลีกได้มากไปกว่าเชลซีอีกแล้ว แม้ปิศาจแดงจะเอาชนะสิงโตน้ำเงินครามได้ในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อปี 2008 แต่สถิติการพบกันใน 10 นัดหลังสุดนั้น แมนฯ ยูไนเต็ดชนะได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น


12.ทีมแสบของ ทีมนิวคาสเซิล คือ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้



ถึงแม้ว่า ทีมนิวคาสเซิล นั้นจะบุกคว่ำ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ลงได้ในลีกคัพฤดูกาลนี้ แต่ว่าสถิติของทีมสาลิกาดง นั้นก็ยังเป็นรอง ทีมเรือใบสีฟ้าอยู่บานเบอะ เมื่อต้องแพ้รวดมา 11 นัดก่อนหน้านั้น และชนะได้แค่ 2 จาก 22 นัดหลังสุดที่พบกัน


13.ทีมแสบของ ทีมควีนส์ปาร์ค คือ ทีมน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์



ทีมควีนส์ปาร์ค ได้ลงเตะกับ ทีมฟอเรสต์ ที่ ถิ่นซิตี้ กราวด์มาแล้วทั้งสิ้น 29 นัด โดยไม่เคยชนะแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าหากลองย้อนกลับไปตั้งแต่การพบกันครั้งแรกในเกม เอฟเอคัพ เมื่อปี 1934 ซึ่งเจ้าป่าเปิดบ้านถล่ม ทีมทหารเสือราชินี ไปผลบอล 4-0


14.ทีมแสบของ ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน คือ ทีมซันเดอร์แลนด์



ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน นั้นไม่เคยเอาชนะ ทีมซันเดอร์แลนด์ ได้เลยในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา และก่อนที่จะเปิดบ้านยิงไปถึง 8 - 0 ในฤดูกาลนี้ ถือเป็นการถอนแค้นแบบทั้งต้นทั้งดอกจากที่ไม่ชนะเลยในการพบกัน 8 นัดก่อนหน้านี้


15.ทีมแสบของ ทีมสโต๊ค คือ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด



ซึ่งถ้านับตั้งแต่ได้เลื่อนชั้นขึ้นสู่ศึกพรีเมียร์ลีกได้ การที่ได้ไปเยือน ถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ของ ทีมสโต๊คทั้ง 7 ครั้ง ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ทั้งหมด รวมถึงในเกมล่าสุดที่เพิ่งพบกันด้วย โดยช่างปั้นหม้อเสียไปถึง 22 ประตู ใน 7 นัดนี้


16.ทีมแสบของ ทีมซันเดอร์แลนด์ คือ ทีมเอฟเวอร์ตัน



ทีมซันเดอร์แลนด์ นั้นทำได้แค่เสมอกับ ทีมเอฟเวอร์ตัน 1-1 ในบ้านในการพบกันในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ทำให้ ทีมแมวดำ ชนะ ทีมทอฟฟี่สีน้ำเงินได้แค่ 2 นัดจาก 23 นัดหลังสุดเท่านั้น และยังเคยถูกถล่มถึง 7-1 ในการพบกับที่ สนามกูดิสัน ปาร์ค เมื่อปี 2007 อีกด้วย


17.ทีมแสบของ ทีมสวอนซี คือ ทีมเอฟเวอร์ตัน




สำหรับทีมสวอนซี ที่เพิ่งเอาชนะ ทีมเอฟเวอร์ตันได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในเกมลีกคัพที่พบกันในฤดูกาลนี้ที่ สนามลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยม หลังจากที่ไม่เคยชนะเลยใน 20 เกมก่อนหน้านี้ ซึ่ง ทีมหงส์ขาวนั้นแพ้ไปถึง 15 ครั้ง และ ในเกมล่าสุดที่พบกันใน ศึกพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ที่ สนามกูดิสัน ปาร์ค ในเกมก็ลงเอยด้วยการเจ๊ากันแบบโนสกอร์


18.ทีมแสบของ ทีมสเปอร์ส คือ ทีมเชลซี



หลังจากที่ ทีมสเปอร์ส นั้นบุกมาชนะ ทีมเชลซีได้แค่ครั้งเดียวใน 27 นัดหลัง และยังไม่นับเกมล่าสุด หรือนานถึง 24 ปี มาแล้ว ที่พวกเขานั้นคว้าชัยได้ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ส่วนสถิติของการพบกันที่ไวท์ฮาร์ทเลนก็ไม่ได้ดีกว่านั้นมากนัก เพราะทีมไก่เดือยทอง นั้นเอาชนะ ทีมสิงห์โตน้ำเงินครามในบ้านไม่ได้เลยในระหว่างปี 1987-2006


19.ทีมแสบของ ทีมเวสต์บรอมวิช คือ ทีมสโต๊ค




ทีมสโต๊ค นั้นมีสถิติข่ม ทีมเวสต์บรอมมาโดยตลอดในช่วงหลังๆ เมื่อชนะถึง 11 และ ไม่ได้แพ้เลยใน 15 นัดที่พบกัน จนแฟน ทีมช่างปั้นหม้อ ถึงกับแต่งเพลงเชียร์เอาไว้ร้องเยาะเย้ย แฟนทีมฟุตบอลเดอะแบ็กกี้ส์ โดยเฉพาะ และในการพบกัน 30 ครั้งหลังสุด ทีมเวสต์บรอม นั้นเอาชนะได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น


20.ทีมแสบของ ทีมเวสต์แฮม คือ ทีมเอฟเวอร์ตัน



หากลองย้อนกลับไปปี 2007 ที่ ทีมเวสต์แฮม นั้นเอาชนะ ทีมเอฟเวอร์ตันได้ครั้งหลังสุด หลังจากนั้นทีมทอฟฟี่ก็เอาชนะ ทีมขุนค้อนได้ถึง 9 จาก 13 นัดที่พบกัน ซึ่งแม้แต่ในช่วงที่ ทีมเวสต์แฮมฟอร์มกำลังพุ่งในฤดูกาลนี้ พวกเขาก็ยังออกไปพ่าย ทีมเอฟเวอร์ตัน 1 - 2 ที่ สนามกูดิสัน ปาร์ค


วันพฤหัสบดีที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทีมจิ้งจอกสยาม 10 ตัวสุดต้านหงส์แดง เชือดนิ่ม 3-1

ทีมจิ้งจอกสยาม 10 ตัวสุดต้านหงส์แดง เชือดนิ่ม 3-1 




ศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ 2014 - 2015

  • วันที่แข่ง อังคารที่ 2 ธันวาคม 2557
  • ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ 1-3 ทีมลิเวอร์พูล
  • แข่งที่สนาม : คิงส์ พาวเวอร์ สเตเดี้ยม
  • กรรมการผู้ตัดสิน : ลี เมสัน


วิเคราะห์บอลเกมการแข่งขัน ผ่านมา กว่า 10 นาที ทีมลิเวอร์พูล โถมเกมรุกบุกหนัก แต่ก็ยังทำอะไรเจ้าบ้านไม่ได้ ส่วนเลสเตอร์ นั้นมี วาร์ดี้ ยืนหน้าเป้าคอยโอกาศในการโต้กลับเร็ว ซึ่งก็น่ากลัวและน่าลุ้นประตูมากในหลายๆจังหวะ

ในนาทีที่ 15 ทีมลิเวอร์พูลทำเกมขึ้นสวย จากจังหวะ เจอร์ราร์ด จ่ายออกขวาให้ แลมเบิร์ต แทงทะลุให้ สเตอร์ลิง แตะหลบ ชไมเคิ่ล ไปได้แล้ว แต่แรงเกินไป บอลออกหลังไปอย่างน่าเสียดาย

ต่อมานาทีที่ 19 มินโญเล่ต์ เปิดบอลพลาดไปเขาทาง กัมบีอัสโซ่ โล่งๆบริเวณหัวกระโหลก จัดการแปเน้นๆ บอลหลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

ในนาทีที่ 21 เป็นเกมโต้กลับเร็วของ ทีมเลสเตอร์สัมฤทธิ์ผล ริยาด มาห์เรซ พาบอลขึ้นหน้า ค่อยๆ หุบเข้ากลาง ก่อนจ่ายฉีกขวาให้ เจมี่ วาร์ดี้ ยิงจ่อๆ แต่มุมแคบ มินโญเล่ต์ ปัดได้ แต่บอลยังไม่ออก ลีโอนาโด้ อูญัว ตามเก็บ ก่อนยิงยัดไปอีกที บอลชนเสา เด้งชนมินโญเล่ต์ ก่อนเข้าประตูไปในที่สุด 1-0

ในนาทีที่ 27 ทีมลิเวอร์พูล มาตีเสมอได้อย่างรวดเร็ว เริ่มจากฟรีคิกของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้โยนไปหน้าประตู แต่บอลถูกสกัด ลูคัส เลว่า เก็บบอลได้ ตั้งใจโยนให้ แลมเบิร์ต แต่ มอร์แกน โหม่งสกัดไม่ดีกลายเป็นตั้งให้ อดัม ลัลลาน่า แปสวนกลับทันที บอลผ่านมือ ชไมเคิ่ล เข้าประตูไปอย่างสวยงาม 1-1

ในนาทีที่ 40 เกมหยุดไปกว่า 2 นาที หลัง จากที่อดัม ลัลลาน่า ได้รับบาดเจ็บจากการโดนเข้าปะทะหนัก แต่โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก สามารถกลับมาเล่นได้

ทำให้จบครึ่งแรก ผลบอลเสมอกัน 1-1

มาถึงนาทีที่ 53 ทีมลิเวอร์พูล ได้พลิกขึ้นแซง จากจังหวะ เจอร์ราร์ด จ่ายออกซ้ายให้ สเตอร์ลิง ตั้งใจปาดเข้ากลาง เวส มอร์แกน สกัดบอลไม่ดีอีกแล้ว กลายเป็นจับบอลให้ สตีเว่น เจอร์ราร์ด วิ่งเข้ามายิงสวนกลับโล่งๆ ทำให้บอลเข้าประตูไปในที่สุด ชไมเคิ่ล หมดสิทธิ์รับทันที ผลบอล 1-2

และนาทีที่ 63 ฝันร้ายของ เวส มอร์แกน สุดๆ วันนี้ ทำอะไรก็ดูแย่ไปหมด ก่อนหน้านี้ส่งให้คู่ต่อสู้ยิงไป 2 ลูก แต่คราวนี้เจ้าตัวก็โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม ในจังหวะไปดึง ริคกี้ แลมเบิร์ต ที่กำลังจะหลุดเดี่ยว กรรมไม่รีรอชักใบแดงให้ทันทีทำให้ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ เหลือผู้เล่น 10 คน

ในนาทีที่ 73 สตีเว่น เจอร์ราร์ด หลุดเดี่ยว ปะทะกับแคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ล้มลงในกรอบเขตโทษ หวังได้จุดโทษ แต่กรรมการไม่เป่าให้ เล่นเอาเจ้าตัวอึ้งมึนงงไปเลย

ต่อมานาทีที่ 83 ทีมลิเวอร์ปิดเกม หลังได้ประตูนำออกห่าง จากจังหวะ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ดีดบอลให้ สเตอร์ลิง บอลโดนสกัด แต่เจ้าตัวตามไปเก็บได้ ชไมเคิ่ล ออกมาหวังคว้าบอล สเตอร์ลิง ฉลาดมากตอกส้นคืนเข้ากลางให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน แปโล่งๆ เข้าประตูไปอย่างสวยงาม

และนาทีที่ 88 มาร์ติน สเคอร์เทล นอนตาลอย หลังโดนบอลอัดเข้าเต็มหัว ในจังหวะที่ แม็ทธิว เจมส์ ยิง

ทำให้จบเกม ทีมลิเวอร์พูลบุกมาเอาชนะ ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ไปได้ด้วยสกอร์ 3-1 โดยเจ้าบ้านนั้นได้ประตูออกนำไปก่อน จากการยิงประตูของ ลีโอนาโด้ อูญัว แต่เครดิตเป็นของ ซิมง มินโญเล่ต์ เพราะบอลเด้งโดนตัวมินโญเล่ต์ก่อน จากนั้น ลิเวอร์พูลก็ทำ 3 ประตู พลิกแซงและเอาชนะไปในที่สุด

และนี่ยัง ทำให้ทีม เลสเตอร์ ซิตี้ ยังคงจมก้นตารางอยู่เหมือนเดิม ด้วยคะแนนทั้งสิ้นเพียง 10 คะแนน ส่วน ทีมลิเวอร์พูล เก็บแต้มเพิ่มเป็น 20 แต้ม รั้งอันดับที่ 8 ของตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกล่าสุด


รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

รายชื่อทีมเลสเตอร์ ซิตี้ 4-4-2

ตำแหน่งผู้รักษาประตู :

  • แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล


ตำแหน่งกองหลัง :

  • ริตชี่ เดอ เลียต
  • มาร์ซิน วาซิเลฟสกี้
  • เวส มอร์แกน
  • พอล คอนเชสกี้

ตำแหน่งกองกลาง :

  • แม็ทธิว เจมส์
  • ริยาด มาห์เรซ
  • เอสเตบัน กัมบีอัสโซ่
  • เจฟฟรี่ย์ ชลุปป์

ตำแหน่งกองหน้า :

  • ลีโอนาโด้ อูญัว 
  • เจมี่ วาร์ดี้


กุนซือ : ไนเจล เพียร์สัน


รายชื่อทีมลิเวอร์พูล : 4-4-2

ตำแหน่งผู้รักษาประตู :

  • ซิมง มินโญเล่ต์

ตำแหน่งกองหลัง :

  • ฆาบี มานกีโญ่(อัลเบร์โต้ โมเรโน่ น.45)  
  • มาร์ติน สเคอร์เทล
  • โคโล ตูเร่
  • เกล็น จอห์นสัน

ตำแหน่งกองกลาง :

  • สตีเว่น เจอร์ราร์ด
  • จอร์แดน เฮนเดอร์สัน
  • ลูคัส เลว่า 
  • อดัม ลัลลาน่า(โจ อัลเลน น.70)

ตำแหน่งกองหน้า :

  • ราฮีม สเตอร์ลิง(เดยัน ลอฟเรน น.90+4)
  • ริคกี้ แลมเบิร์ต


ชื่อกุนซือ : เบรนแดน ร็อดเจอร์

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทีมเรือใบบุกถล่มทีมนักบุญคาบ้าน3-0 ทะยานขึ้นรองจ่าฝูง

ทีมเรือใบบุกถล่มทีมนักบุญคาบ้าน3-0 ทะยานขึ้นรองจ่าฝูง




โดยที่ 1.ยาย่า, 2.แลมพาร์ด, และ 3.กลิชี่ ได้ซัดกันคนละประตู ช่วยให้ ทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมาเชือด ทีมนักบุญ เซาแธมป์ตันคาถิ่น 3-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2014-2015

ซึ่งศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2557 เป็น การโคจรมาพบกันของ 2 ทีมหัวตาราง ระหว่าง ทีมนักบุญ เซาแธมป์ตัน รองจ่าฝูง เปิดรัง เซนต์แมรี่ส์ ต้อนรับการมาเยือนของ ทีมเรือใบสีฟ้า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับที่ 3 ของตาราง 

โดยสำหรับในเกมนี้ฝั่งเจ้าบ้าน โรนัลด์ คูมัน จัดทัพใหญ่ลงสนาม นำมาโดย

  • มอร์แกน ชไนเดอร์แลง
  • ดูซาน ทาดิช
  • สตีเว่น เดวิส
  • ซาดีโย มาเน 
  • กราเซียโน่ เปลเล่ ที่เป็นหัวหอกตัวความหวัง 


ทางด้านทีมเยือนของ มานูเอล เปเยกรินี่ กุนซือใหญ่ ได้จัดทัพที่ดีที่สุดของทีมลงสนาม นำทัพมาโดย

  • ยาย่า ตูเร่
  • แฟร์นันดิญโญ่
  • ซาเมียร์ นาสรี่
  • สเตวาน โยเวติช 
  • เซร์คิโอ อเกวโร่ กุน


ซึ่งเมื่อเริ่มเกมการแข่งขันโปรแกรมบอล นาทีที่ 5 ทีมเยือน แมนฯ ซิตี้ ได้ทักทายก่อนจากจังหวะ ยิงไกลของ กาแอล กลิชี่ แต่บอลเหินออกหลังไปไกล

ในนาทีที่ 15 ทีมแมนฯ ซิตี้ นั้นยังครองเกมส่วนใหญ่เอาไว้ได้ ยาย่า ตูเร่ ส่องไกล แต่บอลไปตรงตัว เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ รับเอาไว้ได้สบายๆ

ต่อมาในนาทีที่ 20 แฟน ทีมนักบุญ เกือบได้เฮ จากจังหวะโยนบอลเข้ามาในกรอบเขตโทษของ ชไนเดอร์แลง ให้กับ กราเซียโน่ เปลเล่ แต่เจ้าตัวยิงไปติด โจ ฮาร์ท บอลกระดอนออกมา สตีเว่น เดวิส ซ้ำไปติดเซฟ โจ ฮาร์ท มาเข้าทาง ดูซาน ทาดิช แต่เจ้าตัวก็ยิงไม่ผ่าน โดน โจ ฮาร์ท บล็อกลูกออกหลังไปได้หวุดหวิด

นาทีที่ 30 ทีมแมนฯ ซิตี้ นั้นเกือบได้ประตู จากจังหวะที่ ซาเมียร์ นาสรี่ จ่ายให้ โยเวติช หลุดเข้าไปยิง ติดเซฟ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ บอลปลิ้นเกือบจะเข้าประตู แต่โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ ตามมาเคลียร์ทิ้งได้ที่เส้นประตู หวุดหวิดจะเสียประตูให้กับ แมนฯซิตี้

และช่วงเวลาที่เหลือนั้น เจ้าบ้าน ทีมเซาแธมป์ตัน ดูจะตั้งเกมของพวกเขาได้ และเริ่มโจมตีแนวรับของ ทีมแมน ฯ ซิตี้ บ่อยมากขึ้น แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่สามารถพาบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้

ทางด้านของทีมเยือน ดูเหมือนจะเครื่องช็อตไปบ้างในช่วงท้ายๆ ครึ่งแรก แต่โดยรวมยังถือว่าเล่นกันได้ดี มีจังหวะเข้าทำดีๆหลายครั้ง และใกล้เคียงมากที่สุดของเกมนี้คงจะเป็น จังหวะยิงของ สเตวาน โยเวติช แต่บอลไปถูก อัลเดอร์ไวเรลด์ เคลียร์ทิ้งจากเส้นประตูได้ทัน จบเกมการแข่งขันในครึ่งแรก ทีมเซาแธมป์ตัน เปิดบ้านเสมอ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-0

เริ่มเกมส์ในครึ่งหลัง โรนัลด์ คูมัน ได้เปลี่ยนสำรองคนแรกทันที โดยส่ง มายะ โยชิดะ ลงแทนที่ มอร์แกน ชไนเดอร์แลง

ในนาทีที่ 47 ดูซาน ทาดิช พาบอลมาทางริมเส้นด้านขวาก่อนตัดเข้าในแล้วซัดด้วยเท้าซ้ายทันที บอลพุ่งออกหลังไปแบบได้ลุ้น

โดยในนาทีที่ 50 กองเชียร์ฝั่ง ทีมเรือใบสีฟ้า ก็ได้เฮกันลั่น เซนต์แมรี่ส์ จากจังหวะที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ พาบอลเลาะไปทางด้านซ้ายของกรอบเขตโทษ ก่อนจ่ายคืนหลังออกมาให้ ยาย่า ตูเร่ ที่รออยู่เเล้วตะบันเลียดเข้าไปบอลนั้นแฉลบขาอัลเดอร์ไวเรลด์ นิดนึงก่อนจะเสียบมุมเข้าไปอย่างสวยงาม ส่งให้ ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมาขึ้นนำ ทีมเซาแธมป์ตัน 1-0

ซึ่งในนาทีที่ 54 ทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ได้เปลี่ยนสำรองคนแรกส่ง เจมส์ มิลเนอร์ ลงแทนที่ สเตวาน โยเวติช

ช่วงนาทีที่ 63 กุน อเกวโร่ พาบอลเลี้ยงจี้เข้ามาที่หน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะจ่ายให้ เจมส์ มิลเนอร์ ยิงแต่บอลเหินข้ามคานออกไป

ช่วงนาทีที่ 64 ทีมแมน ฯ ซิตี้ เปลี่ยนสำรองอีกคน ส่ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด ลงแทนที่ ซาเมียร์ นาสรี่

โดยในนาทีที่ 66 ทีมเซาแธมป์ตัน ได้เปลี่ยนตัวเอา เชน ลอง ลงไปแทนที่ ซาดีโย มาเน

ซึ่งในนาทีที่ 72 เฆซุส นาบาส ฉกบอลจากแนวรับ เซาแธมป์ตัน ก่อนยิงทันที บอลหลุดผ่านเสาออกไปนิดเดียว

ในนาทีที่ 74 ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องมาเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน จากจังหวะที่ เชน ลอง ไปฉกบอลจาก ยาย่า ตูเร่ ได้ แล้วพาบอลหลุดเข้าไปหน้ากรอบเขตโทษ ไปโดน เอเลียกิม ม็องกาลา สกัดล้มลงไป ไมค์ โจนส์ ผู้ตัดสินในเกมนี้เป่าให้ ทีมเซาแธมป์ตัน ได้ฟาวล์ และแจกใบเหลืองที่ 2 ให้ ม็องกาลา เป็นใบแดง ไล่ออกจากสนามไป

ในนาทีที่ 75 มานูเอล เปเยกรินี่ ได้เปลี่ยนเอา มาร์ติน เดมิเคลิส ลงไปแทนที่ เฆซุส นาบาส

นาทีที่ 80 กองเชียร์ "เรือใบสีฟ้า" มาได้เฮกันลั่นสนามอีกครั้งจากจังหวะ สวนกลับ เจมส์ มิลเนอร์ พาบอลตะลุยขึ้นมาทางด้านซ้าย ก่อนจ่ายเข้ามาที่หน้ากรอบเขตโทษให้กับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด เจ้าตัวยิงเต็มข้อบอลเสียบมุมเข้าไปอย่างสวยงาม ชนิดที่ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ ได้แต่ยืนมอง ช่วยให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมานำห่าง เซาแธมป์ตัน 2-0

ในนาทีที่ 81 ทีมเซาแธมป์ตัน เปลี่ยนสำรองคนสุดท้าย ส่ง อิมแมนิวเอล มายูกา ลงไปแทนที่ สตีเว่น เดวิส

ซึ่งในนาทีที่ 83 กุน อเกวโร่ ได้โอกาสทองจากจังหวะหลุดเดี่ยวเข้าไปดวลตัวต่อตัวกับ เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ แต่ศูนย์หน้าอาเจนไตน์ ดันยิงไปติดเซฟ ฟอร์สเตอร์ ซะอย่างนั้น

หลังจากนั้นนาทีที่ 85 เชน ลอง วิ่งทำทางมาเอาบอลก่อนจ่ายไซด์ก้อยเข้ามาในกรอบเขตโทษให้ กราเซียโน่ เปลเล่ เข้าทำ แต่ศูนย์หน้าอิตาเลี่ยนเข้าไม่ทัน พลาดโอกาสทองไปอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 87 แมนฯ ซิตี้ ขยับสกอร์ห่างไปเป็น 3-0 จากจังหวะสวนกลับเร็ว กุน อเกวโร่ จ่ายถวายพานมาให้กับ กาแอล กลิชี่ ที่เติมขึ้นมาในกรอบเขตโทษซัดเน้นๆส่ง บอลเข้าไปตุงตาข่ายให้ แมนฯ ซิตี้ หนีห่าง เซาแธมป์ตัน 3-0

ในช่วงเวลาที่เหลือ ทีมแมนฯ ซิตี้ ปิดเกมของพวกเขาได้ทั้งหมด แม้ว่า เจ้าบ้านจะพยายามทำประตูหวังตีไข่แตกไล่มา แต่ก้ไม่สามารถเจาะแนวรับของ ซิตี้ ได้ จบเกมการแข่งขัน เซาแธมป์ตัน เปิดบ้านพ่ายให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ผลบอล 0-3


มาดูรายชื่อ 11 ตัวจริง ทีมเซาแธมป์ตัน :

  1. เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์
  2. นาธาเนียล ไคลน์
  3. โจเซ่ ฟอนเต้
  4. โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์
  5. ไรอัน เบอร์ทรานด์
  6. วิคเตอร์ วานยามา
  7. มอร์แกน ชไนเดอร์แลง ( มายะ โยชิดะ เปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 46 )
  8. ดูซาน ทาดิช
  9. สตีเว่น เดวิส ( อิมแมนิวเอล มายูกา เปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 81 )
  10. ซาดีโย มาเน ( เชน ลอง เปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 66 )
  11. กราเซียโน่ เปลเล่


รายชื่อตัวสำรอง :

  1. เคลวิน เดวิส
  2. โฟลริน การ์โดช
  3. แฮร์ริสัน รี้ด
  4. แมตต์ ทาร์เกตต์


มาดูรายชื่อ 11 ตัวจริง ทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ :

  1. โจ ฮาร์ท
  2. ปาโบล ซาบาเลต้า
  3. แวงซองต์ กอมปานี
  4. เอเลียกิม ม็องกาลา
  5. กาแอล กลิชี่
  6. เฆซุส นาบาส ( มาร์ติน เดมิเคลิส เปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 75 )
  7. ยาย่า ตูเร่
  8. แฟร์นันดิญโญ่
  9. ซาเมียร์ นาสรี่ ( แฟร้งค์ แลมพาร์ด เปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 64 )
  10. สเตวาน โยเวติช ( เจมส์ มิลเนอร์ เปลี่ยนลงมาในนาทีที่ 54 )
  11. เซร์คิโอ อเกวโร่


รายชื่อตัวสำรอง :

  1. บาการี่ ซาญ่า
  2. เฟร์นานโด
  3. วินลี่ กาบาเยโร
  4. โฆเซ่ อังเคล โปโซ่


กรรมการผู้ตัดสิน : ไมค์ โจนส์

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

รายชื่อวิเคราะห์บอล10 นักเตะตัวใหม่ของศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

หลังจากที่ได้ปิดตัวไปเรียบร้อยแล้วสำหรับตลาดนักเตะฟุตบอลซัมเมอร์ฤดูกาล 2014-15 และนี่คือ 10 แข้งใหม่ของศึก โปรแกรมพรีเมียร์ลีก ที่น่าจับตามองที่สุดจาก สื่อเดลี่เมล์ สื่อชื่อดังแดนผู้ดีครับ

1. นักเตะ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์  อายุ 25 ปี

  • สังกัดสโมสร : ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน สัญญายืมตัวจากทีม แอตเลติโก มาดริด 
  • เล่นในตำแหน่ง : เซ็นเตอร์ฮาล์ฟและแบ็กขวา

เป็นเจ้าของหมวกของ ทีมชาติเบลเยียม 37 นัด สำหรับอัลเดอร์ไวเรลด์ ที่ถือว่าเป็นกองหลังสารพัดประโยชน์คนนึงของวงการลูกหนังยุโรป และศึกพรีเมียร์ลีกจะเป็นด่านทดสอบครั้งใหญ่ของเขา


2. นักเตะ เบนจามิน สตัมบูลี่ อายุ 24 ปี
  • สังกัดสโมสร : ทีมสเปอร์ส ค่าตัวอยู่ที่ 4,7 ล้านปอนด์ ย้ายจาก ทีมมงต์เปลลิเย่ร์ 
  • เล่นในตำแหน่ง : กองกลางตัวรับ

ซึ่งถึงจะเข้ามาร่วมทัพไก่เดือยทอง ด้วยเหตุผลเพราะทีมพลาดได้ตัว มอร์กก็อง ชไนเดอร์แล็ง ของเซาธ์แฮมป์ตัน ก็เถอะ แต่ปีที่แล้วในลีกเอิง หมอนี่เล่นได้ท็โดดเด่นสุดๆ


3. นักเตะ ราดาเมล ฟัลเกา อายุ 28 ปี

  • สังกัดสโมสร : ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สัญญายืมตัวจากทีม โมนาโก + เงิน 6 ล้านปอนด์ 
  • เล่นในตำแหน่ง : กองหน้า

เรียกได้ว่าสุดยอดกองหน้าคนนึงแห่งยุค ยิงระเบิดระเบ้อกับทุกทีมที่ค้าแข้งด้วย ถึงแม้จะถูกมองว่าหน้าเงิน แต่วิเคราะห์บอลฝีเท้าของเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ของจริง


4. นักเตะ อาเบล เฮอร์นันเดซ อายุ 24 ปี

  • สังกัดสโมสร : ทีมฮัลล์ ซิตี้ ค่าตัวอยู่ที่ 9,5 ล้านปอนด์ ย้ายจาก ทีมปาแลร์โม่ 
  • เล่นในตำแหน่ง : กองหน้า

เขานั้นเป็นกองหน้า ทีมชาติอุรุกวัย ชุดลุยฟุตบอลโลก 2014 ครั้งที่ผ่านมา และยังมีประสบการณ์ในลีกอิตาเลี่ยนตั้งแต่อายุ 18 ปี หน่วยก้านดี ความเร็วสูง น่าจะแจ้งเกิดในแดนผู้ดีได้ไม่ยาก


5. นักเตะ ดาลี่ย์ บลินด์ อายุ 24 ปี



  • สังกัดสโมสร : ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่าตัวอยูที่ 14, ล้านปอนด์ ย้ายจาก ทีมอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 
  • เล่นในตำแหน่ง : แบ็กซ้ายและกองกลางตัวรับ

ก็เรียกได้ว่า คงจะเชื้อไม่ทิ้งแถว สำหรับลูกชายของนักเตะในตำนานดัตช์อย่าง แดนนี่ บลินด์ ที่เป็นนักเตะยุคโมเดิร์นของแท้ เพราะเล่นได้หลายตำแหน่งในเกมรับ ฟอร์มสะเด่าเหลือเกินในบอลโลก2014


6. นักเตะ มาร์กอส โรโฮ อายุ 24 ปี



  • สังกัดสโมสร : ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ค่าตัวอยู่ที่ 16, ล้านปอนด์ ย้ายจาก ทีมสปอร์ติ้ง ลิสบอน 
  • เล่นในตำแหน่ง : เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ, แบ็กซ้าย และปีกซ้าย

เขานั้นเป็น คนที่ตัวคล้ายๆ บลินด์ แจ้งเกิดจากบอลโลก 2014 เหมือนกัน แต่เขาแข็งแกร่งมากกว่า เล่นได้ตั้งแต่ ตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟจนไปถึงทุกตำแหน่งในสนามที่เป็นฝั่งซ้าย และเป็นขาโหดในการเข้าสกัดตัวจริง


7. นักเตะ ซาดิโอ มาเน่ อายุ 22 ปี



  • สังกัดสโมสร : ทีมเซาธ์แฮมป์ตัน ค่าตัวอยู่ที่ 10 ล้านปอนด์จาก ย้ายจาก ทีมเร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก
  • เล่นในตำแหน่ง : ปีกซ้ายและกองหน้า

และถึงแม้ว่า เขานั้นอาจจะดูโนเนมไปบ้างสำหรับตัวจี๊ดทีมชาติเซเนกัล แต่สถิติ 45 ประตู จาก 87 เกมกับเร้ดบูลล์ถือว่าไม่ธรรมดาทีเดียว อายุยังน้อยแต่แข็งแกร่งรวดเร็วหาตัวจับยากคนนึง


8. นักเตะ เอดูอาร์โด้ วาร์กัส อายุ 24 ปี



  • สังกัดสโมสร : อยู่ทีมคิวพีอาร์ ด้วยสัญญายืมตัวมาจาก ทีมนาโปลี 
  • เล่นในตำแหน่ง : กองหน้าและปีก

โดยก่อนเซ็นสัญญากับนาโปลีในปี 2011 เอเย่นต์ส่วนตัวบอกว่า แข้งทีมชาติชิลีรายนี้ถูกจีบจากทั้ง
  • ทีมเอซี มิลาน
  • ทีมอินเตอร์ มิลาน
  • ทีมลิเวอร์พูล
  • ทีมอาร์เซน่อล
  • ทีมบาร์เซโลน่า 
  • ทีมเชลซี 

9. นักเตะ ริคกี้ อัลบาเรซ อายุ 26 ปี



  • สังกัดสโมสร : ทีมซันเดอร์แลนด์ สัญญายืมตัวจากทีมอินเตอร์ มิลาน 
  • เล่นในตำแหน่ง : มิดฟิลด์ตัวรุก

เขาอยู่ในทัพ ทีมฟ้าขาวชุดรองแชมป์โลก 2014 ล่าสุดเหมือนกัน และยังเป็นตัวหลักของ ทีมอินเตอร์อยู่ช่วงนึง ก่อนจะถูกดร็อปในช่วงหลัง กับ ทีมแมวดำอาจจะเป็นโอกาสให้เขากลับมาสร้างชื่ออีกครั้ง


10.นักเตะ เอสเตบัน คัมบิอาสโซ่ อายุ 34 ปี

  • สังกัดสโมสร : ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ จากที่ไร้สังกัด 
  • เล่นในตำแหน่ง : กองกลางตัวรับ

โดยหลังจากที่ได้ คว้าแชมป์ มาเป็นที่มากมายกับทีม เรอัล มาดริด และทีม อินเตอร์ มิลาน ก่อนจะกลายเป็นนักเตะไร้สังกัด จากชื่อเสียงและฝีเท้าที่ผ่านมาน่าจับตามองว่าสิงห์เฒ่ารายนี้จะเอาตัวรอดได้ดีแค่ไหนในลีกผู้ดี

ฟัลเกา ขอผลิตสกอร์พาทีมผีแดงผงาดแชมป์


ฟัลเกา ขอตั้งเป้า กับการผลิตสกอร์ผลบอลให้ ทีมปีศาจแดง แบบเป็นกอบเป็นกำจนนับไม่ถ้วน เพื่อพาทีมเถลิงบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้ให้ได้

โดยที่ดาวยิงเพชฌฆาตของ ทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เป็นสโมสรชั้นนำแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตั้งเป้ายิงประตูแบบถล่มทลาย พร้อมกับพาต้นสังกัดผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีมาครองให้จงได้ในฤดูกาลนี้ เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีและเรียกความเชื่อมั่นในการเป็นทีมระดับบิ๊กเนมกลับคืนมา

ซึงทาง เอล ติเกร อาจจะได้เปิดตัวนัดแรกในสีเสื้อทีม ปีศาจแดง ในเกมลีกที่จะเจอกับทีม ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส วันอาทิตย์นี้ 14 กันยายน นั้นได้ให้สัมภาษณ์ว่า เป้าหมายของผมคือการยิงประตูให้ได้เป็นกอบเป็นกำและพาทีมคว้าแชมป์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผมที่จะมีส่วนช่วยสโมสรและทีมชาติโคลอมเบีย เพราะว่าเรากำลังอยู่ในช่วงเตรียมความพร้อมสำหรับศึก โคปา อเมริกา และ เวิลด์ คัพ ปี 2018
และสำหรับ พรีเมียร์ลีก นี่คือลีกที่ดีที่สุดในโลก และก็มีนักเตะที่ดีที่สุดอยู่ที่นี่มากมาย และคุณเองก็ต้องท้าทายกับแข้งเหล่านี้ในทุกๆ สัปดาห์ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่ต่อผู้เล่นอย่างผมที่กำลังมองถึงการพัฒนาฝีเท้า, ยิงประตูให้ได้มากมาย และคว้าแชมป์ และนี่มันถือเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมของผมจริงๆ

อีกทั้ง พร้อมกันนี้ ฟัลเกา ยังได้ชี้แจงถึงเหตุผลที่ปฏิเสธย้ายไปอยู่กับทีม เรอัล มาดริด และทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพื่อมาอยู่กับ ทีมปีศาจแดง ว่า ทีมแมนฯ ยูไนเต็ด อยากได้ตัวผมตลอดช่วง 2-3 เดือน ซึ่งถึงแม้จะมีทีมอย่างทีม เรอัล มาดริด สนใจในตัวผม แต่ผมต้องการมาอยู่กับทีม แมนฯ ยูไนเต็ด เพราะนี่คือสโมสรที่ยอดเยี่ยมและมีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และเป็นที่ๆ จะทำให้ผมประสบความสำเร็จได้ มีบางช่วงนะที่ผมลังเลเรื่องย้ายทีมจนถึงขึ้นเครียดหนักเลย แต่ท้ายผลฟุตบอลพรีเมียร์ลีกวันนี้ที่สุดมันก็เกิดขึ้น และนี่คือโอกาสสำคัญของผม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเพิ่งหายเจ็บมา

ธีรศิลป์ ฟิตซ้อมฟุตบอลอย่างหนัก

หวังที่จะมีชื่อลงเล่นเกมดวล กอร์โดบ้า





ล่าสุดความเคลื่อนไหวของ มุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าทีมชาติไทย ที่เวลานี้ย้ายไปค้าแข้งกับ อัลเมเรีย ในเวทีลาลีกา สเปน ด้วยสัญญายืมตัวจาก เอสซีจี เมืองทองฯ ยูไนเต็ด เป็นเวลา 1 ฤดูกาล โดยต้นสังกัดของ ธีรศิลป์ มีโปรแกรมลงเตะลาลีกา สเปน นัดที่ 3 ด้วยการเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ ทีมกอร์โดบ้า

และล่าสุด ธีรศิลป์ แดงดา ได้กล่าวว่า ตอนนี้สภาพร่ายกายเริ่มสมบูรณ์ขึ้นตามลำดับ ไม่มีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บ ตนจะทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้มีโอกาสมีชื่ออยู่ในทีมเกมเปิดบ้านรับ กอร์โดบ้า ส่วนตัวถือว่ามีความพร้อมเป็นอย่างมาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับทีมงานสต๊าฟที่จะมองว่าตัวเองเหมาะสมกับการเล่นนัดนี้หรือไม่

โดยที่สำหรับ ทีมอัลเมเรีย นั้นจะประกาศรายชื่อตารางแข่งบอล 18 ผู้เล่นชุดที่จะพบกับ กอร์โดบ้า

เจ้าถั่วน้อยรู้งานยกให้เจ็ทโด้เก่งกว่าเมสซี่



เมื่อถั่วน้อย รู้จักที่จะวางตัว หลังย้ายร่วมทัพ ทีมราชันชุดขาว แบบยืมตัว ยก โรนัลโด้ เก่งกว่าเมสซี่ ด้วยเหตุผลมีความสม่ำเสมอมากกว่า

โดยที่ ฮาเวียร์ ชิชาริโต้ เอร์นานเดซ กองหน้าป้ายแดงของทีม เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวทีลา ลีกา สเปน แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนักเตะที่ดีที่สุดในโลกเวลานี้ โดยยกให้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ปีกเพื่อนร่วมทีมเหนือกว่า ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้ามหัศจรรย์ของ บาร์เซโลน่า คู่ปรับตลอดกาล โดยให้เหตุผลว่า ซีอาร์เซเว่น เป็นผู้เล่นที่รักษามาตราฐานของตัวเองได้ดีกว่าดาวเตะทีมชาติอาร์เจนติน่า

และกองหน้าสัญญาเช่าจากทีม แมนสเตอร์ ยูไนเต็ด กล่าวถึงเพื่อนร่วมทีมชาวโปรตุกีสว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ผมเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน โรนัลโด้ ไม่เพียงแต่เขาจะทำได้ดีในแต่ละเกม แต่เขาทำหน้าที่ได้เหมือนกันในทุกๆวัน สำหรับผม โรนัลโด้ คือนักเตะที่ดีที่สุดเช่นเดียวกับ ลิโอเนล เมสซี่ แต่โดยส่วนแล้วผมคิดว่า โรนัลโด้ เก่งกว่า เมสซี่ นะ

ทางด้านเอรานิโอเชื่อว่า ตอร์เรส 

ฟอร์มบู่เหตุทีมสิงห์ไม่หนุนหลัง

ทางเอรานิโอ เชื่อว่า สาเหตุที่ เอลนินโญ่ ฉายแสงไม่ออกกับตารางบอล ทีมสิงห์บลูส์ เป็นเพราะไม่ได้รับการหนุนหลัง เปรียบเหมือนรถยนต์ไม่ได้รับการดูแลอย่างดี แต่มั่นกลับมาฟอร์มโหดแน่กับ  ทีมปีศาจแดง-ดำ

เมื่อสเตฟาโน่ เอรานิโอ ที่เป็นโค้ชเยาวชนของ ทีมเอซี มิลาน ซึ่งเป็นสโมสรชั้นนำแห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี

เชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้ เฟร์นานโด ตอร์เรส หัวหอกชาวสแปนิชโชว์ฟอร์มได้ไม่ดีกับ ทีมเชลซี ยอดทีมดังแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั้นเป็นเพราะนักเตะไม่ได้รับการหนุนหลังจากทาง โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือใหญ่ชาวโปรตุกีส

ซึ่งได้เปรียบเทียบตัวนักเตะว่าเป็นเหมือนรถยนต์ที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามเจ้าตัวก็มั่นใจว่า เอลนินโญ่ จะกลับมามีฟอร์มที่สุดยอดอีกครั้งกับทัพ ทีมปีศาจแดง-ดำ

อีกทั้งอดีตกองกลางทีมชาติ อิตาลี ยังได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตอร์เรส เป็นผู้เล่นที่เจียมเนื้อเจียมตัวมาก และเขาก็เป็นผู้เล่นที่มีเทคนิคและฝีเท้าอันยอดเยี่ยม แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขาไม่ค่อยได้รับโอกาสและได้แต่นั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรอง เชลซี ซึ่งเขาก็เหมือนกับรถยนต์คันหนึ่งนะ เขาจำเป็นต้องหาฟอร์มเก่งให้เจอ เขาจำเป็นต้องสร้างความมั่นใจให้กับตัวโค้ชและคนรอบตัว

และในฐานะโค้ชนั้นผมขอพูดเลยว่าผมต้องการมีผู้เล่นแบบ ตอร์เรส อยู่ในทีม เขาเดินทางมา อิตาลี ด้วยความกระตือรือร้นที่ยอดเยี่ยม เขามีคุณสมบัติทุกอย่างที่เหมาะสมเป็นนักเตะของ เอซี มิลาน เอรานิโอ ร่ายยาว
โดยหลังจากที่ร็อบบี ฟาวเลอร์ อดีตนักเตะทีมหงส์แดง และ เมืองทอง ยูไนเต็ด ตกเป็นข่าวยื่นใบสมัครงานเป็นกุนซือทีมลีดส์ ยูไนเต็ด

ซึ่งร็อบบี ฟาวเลอร์ ที่เป็นอดีตกองหน้าระดับตำนานของ ทีมหงส์แดง ลิเวอร์พูล ซึ่งเคยทำหน้าที่โค้ชตารางบอลให้กับสโมสร ทีมเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด หนึ่งในทีมยักษ์ใหญ่ของศึกโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก ระหว่างปี 2011-2012

ได้ตกเป็นข่าวในการยื่นใบสมัครงานเป็นกุนซือ ทีมลีดส์ ยูไนเต็ด อีกหนึ่งสังกัดเก่าสมัยเจ้าตัวยังค้าแข้ง หลัง ทีมยูงทอง เพิ่งปลดเดฟ ฮ็อคคาเดย์ ออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ทั้งที่ฝ่ายหลังเพิ่งคุมลีดส์ได้แค่ 6 นัดจากทุกรายการ

ทั้งนี้ฟาวเลอร์ ได้แจ้งเกิด และได้ลงเล่นให้ ทีมลิเวอร์พูลถึง 2 ช่วงเวลา

  1. 1993 - 2001 
  2. 2006 - 2007 


ซึ่งได้ลงเล่นไปทั้งหมด 369 นัดจากทุกรายการไฮไลท์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ทำได้ 183 ประตู

ติดอันดับสูงสุดเป็นอันดับ 5 ตลอดในประวัติศาสตร์สโมสร นอกจากนี้ ยังเคยติดทีมชาติอังกฤษ 26 ครั้ง ทำประตูได้ 7 ลูก