Welcome To ยูโร 2016
ซึ่งหลังจากผ่านเวิลด์คัพ 2014 ไปได้ 2 เดือนเศษ ๆ ก็ได้เวลาสำหรับมหกรรมฟาดแข้งทัวร์นาเมนท์รอง น้อง ๆ เวิลด์คัพ จะได้ฤกษ์ระเบิดขึ้น นั่นก็คือศึกลูกหนังชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งที่ 15 หรือศึก ยูโร 2016
โดยในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งนี้ ฝรั่งเศส อดีตแชมป์ 2 สมัย รับอาสาเป็นเจ้าภาพจัดศึกรอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ถึง 10 กรกฎาคม 2016
ซึ่งทางครั้งนี้ เจ้าภาพ ได้เตรียมสนามแข่งขันกระจายไปทั่วแผ่นดินฝรั่งเศส รวมแล้ว 10 เมือง อันได้แก่
และลองมาวิเคราะห์บอลในศึกยูโร 2016 ยังถือเป็นครั้งแรก ที่รอบสุดท้าย จะมีถึง 24 ชาติ เข้าร่วมโรมรันพันตู จากที่การแข่งขันในหนแรก ที่ฝรั่งเศส เมื่อปี 1960 รอบสุดท้ายมีแค่ 4 ทีม ก่อนที่จะขยับเพิ่มเป็น 8 ทีม ในปี 1980 ที่อิตาลี และเพิ่มมาเป็น16 ทีม นับตั้งแต่ยูโร 1996 ที่ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งมาเป็น 24 ทีมในครั้งนี้

โดยที่ในรอบคัดเลือก ทั้ง 53 ชาติสมาชิกของยูฟ่า ยกเว้นเจ้าภาพ ฝรั่งเศส จะต้องมาลงฟาดแข้งแบบแบ่งกลุ่ม โดยรอบคัดเลือก จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 9 กลุ่ม ๆ ละ 5 หรือ 6 ชาติ ลงเตะแบบพบกันหมดเหย้า-เยือน โดยมีโปรแกรมการลงเตะที่ชัดเจนดังนี้
ซึ่ง แชมป์กลุ่ม และรองแชมป์กลุ่ม จะได้เข้ารอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ รวม 9 กลุ่ม 18 ทีม
โดยที่ทีมอันดับที่ 3 ดีที่สุด จะได้เข้ารอบไปอีก 1 ทีม ส่วนทีมอันดับที่ 3 ของอีก 8 กลุ่มที่เหลือ จะจับสลากเตะเพลย์ออฟแบบ เหย้า-เยือน หาอีก 4 ทีมก็จะได้ทีมจากรอบคัดเลือกรวมทั้งสิ้น 23 ทีม เข้าไปรวมกับเจ้าภาพฝรั่งเศส เป็น 24 ทีม

สำหรับรอบเพลย์ออฟ ระหว่าง ทีมอันดับ 3 รวมทีม 4 คู่ จะมีกำหนดเตะนัดแรก วันที่ 12-13-14 พฤศจิกายน 2015 , นัดที่สอง เตะระหว่างวันที่ 15-16-17 พฤศจิกายน 2015
และสำหรับการรอบแบ่งกลุ่ม ทั้ง 9 กลุ่ม มีชาติใดกันบ้าง เชื่อว่า หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ หรือเคยทราบ ก็อาจจะลืมไป เพราะฉะนั้นไปติดตามกันได้เลย

และถ้าดูจากการแบ่งกลุ่ม และรูปแบบของการหาทีมเข้ารอบสุดท้ายแล้ว เชื่อขนมกินล่วงหน้าก่อนได้เลยว่า บรรดาชาติใหญ่ ๆ ทั้งหลาย ไม่น่าจะมีใคร หลุดวงโคจรตั้งแต่รอบคัดเลือกอย่างแน่นอน
สำหรับแฟน ๆ ทีมใด ก็รอติดตามลุ้นทีมตัวเองกันได้เลยครับ
โดยในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ครั้งนี้ ฝรั่งเศส อดีตแชมป์ 2 สมัย รับอาสาเป็นเจ้าภาพจัดศึกรอบสุดท้าย ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ถึง 10 กรกฎาคม 2016
ซึ่งทางครั้งนี้ เจ้าภาพ ได้เตรียมสนามแข่งขันกระจายไปทั่วแผ่นดินฝรั่งเศส รวมแล้ว 10 เมือง อันได้แก่
- กรุงปารีส
- แซ็งต์ เดนิส
- ล็องส์
- ลีลล์
- แซ็งต์ เอเตียน
- ลียง
- บอร์กโดซ์
- ตูลูส
- มาร์กเซย
- นีซ
และลองมาวิเคราะห์บอลในศึกยูโร 2016 ยังถือเป็นครั้งแรก ที่รอบสุดท้าย จะมีถึง 24 ชาติ เข้าร่วมโรมรันพันตู จากที่การแข่งขันในหนแรก ที่ฝรั่งเศส เมื่อปี 1960 รอบสุดท้ายมีแค่ 4 ทีม ก่อนที่จะขยับเพิ่มเป็น 8 ทีม ในปี 1980 ที่อิตาลี และเพิ่มมาเป็น16 ทีม นับตั้งแต่ยูโร 1996 ที่ประเทศอังกฤษ จนกระทั่งมาเป็น 24 ทีมในครั้งนี้
โดยที่ในรอบคัดเลือก ทั้ง 53 ชาติสมาชิกของยูฟ่า ยกเว้นเจ้าภาพ ฝรั่งเศส จะต้องมาลงฟาดแข้งแบบแบ่งกลุ่ม โดยรอบคัดเลือก จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 9 กลุ่ม ๆ ละ 5 หรือ 6 ชาติ ลงเตะแบบพบกันหมดเหย้า-เยือน โดยมีโปรแกรมการลงเตะที่ชัดเจนดังนี้
- 1 : แข่งระหว่างวันที่ 7 - 9 เดือนกันยายน 2014
- 2 : แข่งระหว่างวันที่ 9 -11 เดือนตุลาคม 2014
- 3 : แข่งระหว่างวันที่ 12 - 14 เดือนตุลาคม 2014
- 4 : แข่งระหว่างวันที่ 14 - 16 เดือนพฤศจิกายน 2014
- 5 : แข่งระหว่างวันที่ 27 - 29 เดือนมีนาคม 2015
- 6 : แข่งระหว่างวันที่ 12 - 14 เดือนมิถุนายน 2015
- 7 : แข่งระหว่างวันที่ 3 - 5 เดือนกันยายน 2015
- 8 : แข่งระหว่างวันที่ 6 - 8 เดือนกันยายน 2015
- 9 : แข่งระหว่างวันที่ 8 - 10 เดือนกันยายน 2015
- 10 : แข่งระหว่างวันที่ 11 - 13 เดือนตุลาคม 2015
ซึ่ง แชมป์กลุ่ม และรองแชมป์กลุ่ม จะได้เข้ารอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ รวม 9 กลุ่ม 18 ทีม
โดยที่ทีมอันดับที่ 3 ดีที่สุด จะได้เข้ารอบไปอีก 1 ทีม ส่วนทีมอันดับที่ 3 ของอีก 8 กลุ่มที่เหลือ จะจับสลากเตะเพลย์ออฟแบบ เหย้า-เยือน หาอีก 4 ทีมก็จะได้ทีมจากรอบคัดเลือกรวมทั้งสิ้น 23 ทีม เข้าไปรวมกับเจ้าภาพฝรั่งเศส เป็น 24 ทีม
สำหรับรอบเพลย์ออฟ ระหว่าง ทีมอันดับ 3 รวมทีม 4 คู่ จะมีกำหนดเตะนัดแรก วันที่ 12-13-14 พฤศจิกายน 2015 , นัดที่สอง เตะระหว่างวันที่ 15-16-17 พฤศจิกายน 2015
และสำหรับการรอบแบ่งกลุ่ม ทั้ง 9 กลุ่ม มีชาติใดกันบ้าง เชื่อว่า หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบ หรือเคยทราบ ก็อาจจะลืมไป เพราะฉะนั้นไปติดตามกันได้เลย
- กลุ่ม เอ : ทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก , ทีมชาติไอซ์แลนด์ , ทีมชาติคาซักสถาน , ทีมชาติลัตเวีย , ทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และ ทีมชาติตุรกี
- กลุ่ม บี : ทีมชาติอันดอร์ร่า , ทีมชาติเบลเยียม , ทีมชาติบอสเนีย , ทีมชาติไซปรัส , ทีมชาติอิสราเอล และ ทีมชาติเวลส์
- กลุ่ม ซี : ทีมชาติเบลารุส , ทีมชาติมาซิโดเนีย , ทีมชาติลักเซมเบิร์ก , ทีมชาติ โลวะเกีย , ทีมชาติ เปน และ ทีมชาติยูเครน
- กลุ่ม ดี : ทีมชาติจอร์เจีย , ทีมชาติ ยอรมนี , ทีมชาติยิบรอลตาร์ , ทีมชาติ ปแลนด์ , ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ และ ทีมชาติสกอตแลนด์
- กลุ่ม อี : ทีมชาติอังกฤษ , ทีมชาติเอสโตเนีย , ทีมชาติลิธัวเนีย , ทีมชาติซาน มารีโน่ , ทีมชาติสโลวีเนีย และ ทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์
- กลุ่ม เอฟ : ทีมชาติหมู่เกาะแฟโร , ทีมชาติฟินแลนด์ , ทีมชาติกรีซ , ทีมชาติฮังการี , ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ และ ทีมชาติโรมาเนีย
- กลุ่ม จี : ทีมชาติออสเตรีย , ทีมชาติมอนเตเนโกร , ทีมชาติลิกเตนสไตน์ , ทีมชาติมอลโดวา , ทีมชาติรัสเซีย และ ทีมชาติสวีเดน
- กลุ่ม เอช : ทีมชาติอาเซอร์ไบจาน , ทีมชาติบัลแกเรีย , ทีมชาติโครเอเชีย , ทีมชาติอิตาลี , ทีมชาติมอลตา และ ทีมชาตินอร์เวย์
- กลุ่ม ไอ : ทีมชาติแอลเบเนีย , ทีมชาติอาร์มีเนีย , ทีมชาติเดนมาร์ก , ทีมชาติโปรตุเกส และ ทีมชาติเซอร์เบีย
และถ้าดูจากการแบ่งกลุ่ม และรูปแบบของการหาทีมเข้ารอบสุดท้ายแล้ว เชื่อขนมกินล่วงหน้าก่อนได้เลยว่า บรรดาชาติใหญ่ ๆ ทั้งหลาย ไม่น่าจะมีใคร หลุดวงโคจรตั้งแต่รอบคัดเลือกอย่างแน่นอน
สำหรับแฟน ๆ ทีมใด ก็รอติดตามลุ้นทีมตัวเองกันได้เลยครับ
เมื่อความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี
เรื่องนี้ผมกล้าพูดได้เลยว่าถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการประกาศผลรางวัลที่มีคนไทยเป็นหนึ่งในแคนดิเดต โดยยึดคะแนนจากการโหวตในอินเทอร์เน็ต คนไทยคนนั้นมีโอกาสสูงมากที่จะชนะเลิศ เพราะเรื่องนี้คนไทยไม่น้อยหน้าชาติใดในโลกเลย
โดยที่ก่อนหน้านี้ตารางแข่งบอลเคยมีตัวอย่างให้เห็นมาแล้ว กรณีที่ มุ้ย หรือ ธีรศิลป์ แดงดา และ อุ้ม หรือ ธีราทร บุญมาทัน ได้รับการโหวตให้ติดทีมยอดเยี่ยมของเอเชีย ในเว็บไซต์ โกล ดอท คอม
ทั้งยังรวมไปถึง น้องเมย์ หรือ รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันมือ 1 ของไทย คว้ารางวัลนักกีฬายอดเยี่ยมเอเชีย จากการจัดโดยสำนักข่าว ฟ็อกซ์ สปอร์ต ซึ่งคะแนนโหวตเกือบทั้งหมด แทบไม่ต้องสืบเลยว่ามาจากประชาชนคนไทยเราๆ นี่แหละ
และล่าสุดมีอีกหนึ่งปรากฎการณ์ใหม่ ที่ชาวไซเบอร์ของไทยระดมพลกันเข้าไปกดไลค์แฟนเพจสโมสร ทีมอูเด อัลเมเรีย แห่งศึกลา ลีกา สเปน ต้นสังกัดปัจจุบันของ เจ้ามุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าทีมชาติไทย จากเริ่มต้นก่อนที่ มุ้ย จะย้ายไปร่วมทีม มียอดกดไลค์เพียงแค่ 7000 กว่าครั้ง
แต่ในปัจจุบันยอดพุ่งกระฉูดขึ้นมาเป็น 3 แสนกว่าครั้ง มากขึ้นกว่าเดิม 50 เท่า ดูแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับสโมสรเล็ก ๆ แดนกระทิงดุ ที่ก่อนหน้านี้แฟนเพจสโมสรเงียบเป็นเป่าสาก มาถึงตอนนี้กระแสดีขึ้นชนิดหลังเท้าเป็นหน้ามือ
โดยจากการที่ได้สังเกตุ ร้อยละ 90 ของคนที่เข้าไปคอมเม้นต์และกดไลค์เป็นคนไทย แถมยังใช้ภาษาไทยในการแสดงความเห็น จนอดคิดไม่ได้ว่า พวกคนสเปนเขามาเห็นแล้วจะรู้สึกอย่างไร
ซึ่งถ้าลองคิดแบบใจเขาใจเรา ยกตัวอย่างเช่นหากสโมสรในไทยลีกยกตัวอย่างเช่นทีม ชัยนาท เอฟซี ไปเซ็นคว้าตัวนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมชาติวานูอาตู มาร่วมทีม แล้วมีชาววานูอาตู ระดมกันเข้ามาพูดคุยในแฟนเพจของสโมสรด้วยภาษาท้องถิ่นเต็มหน้าเพจละลานตาไปหมด เราคนไทยอ่านแล้วไม่เข้าใจว่า พวกนี้มันคุยอะไรกัน แล้วเราจะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจบ้างหรือเปล่า คือไม่รู้สิ ถ้าเป็นผม ผมรำคาญนะ
แต่ในจุดนี้ยังไม่เท่าไหร่ เพราะหากมองในแง่ดี คิดในเรื่องการตลาด ถือเป็นเรื่องดีที่แฟนเพจของทีมเรา มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมมีความนิยมมากขึ้น คงจะมีบ้างที่รู้สึกรำคาญ ผมเองเริ่มเห็นบางคอมเม้นต์จากคนสเปน ที่บ่นด้วยถ้อยคำจิกกัดแรงๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมเกรียนแตก เข้าไปแสดงแสนยานุภาพ แบบไม่มีมารยาทและรู้จักกาลเทศะของชาวเน็ทไทยบางส่วนบ้างแล้ว
ในตอนนี้ไม่ว่าแอดมินจะโพสต์สถานะเรื่องอะไรก็ตาม คอมเม้นต์ของคนไทยก็มีแต่เรื่องของ เอล แดงดา เต็มไปหมด ทั้งๆ ที่เรื่องที่โพสต์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าตัวเลยสักนิด ข่าวของนักเตะภายในทีมคนอื่นๆ เรื่องการเสริมทัพ หรือหายกลับมาจากอาการบาดเจ็บ แม้กระทั่ง
- ข่าวของทีมเยาวชน
- ข่าวทีมแบดมินตัน
- ข่าวกิจกรรมช่วยเหลือการกุศล
และยิ่งหลังจากเกม 2 นัดที่ผ่านมา ที่มุ้ยได้ลงสนามเป็นตัวสำรองในช่วงท้ายเกม ที่เสมอกับ เอสปันญอล 1-1 และ แพ้ เคตาเฟ่ 0-1 มีลูกเพจชาวไทยเข้าไปกระหน่ำด่าแข้งผิวสี ทั้ง โจนาธาน ซองโก้ และ ติเอวี่ บิฟูม่า อย่างสาดเสียเทเสีย ว่า
- เล่นบอลเห็นแก่ตัว
- หวงฟุตบอล
- ขี้เลี้ยง
- ไม่ยอมจ่ายบอลให้มุ้ย
ผ่านมาในช่วงแรกๆ ผมเข้าเพจอัลเมเรีย เพื่อหวังอ่านความเห็นของชาวต่างชาติ ว่าเขาคิดกับนักเตะของเราอย่างไร มองเป็นเรื่องการตลาดหรือเพราะฝีเท้า และพอใจผลงานหรือไม่ แต่ยิ่งนานเข้า ก็ยิ่งมีแต่คอมเม้นต์ภาษาไทยเต็มไปหมด
ซึ่งหลังๆ เลยเข้าไปแค่อ่านข่าวเท่านั้น เพราะแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยในการอ่านความคิดเห็นเกรียนๆบางครั้งพวกนี้ทำให้ผมนึกถึงพวกที่ชอบโพสต์ฝากร้าน คือมันไม่ได้อ่านหรอกว่าเขาคุยอะไรกันอยู่ กรูแค่อยากจะขอฝากร้าน มีอะไรมั้ย
และที่หนักข้อไปกันใหญ่ก็คือ แฟนบอลไทยลีกบางสโมสรเข้าไปทะเลาะกันด่ากันในแฟนเพจอัลเมเรีย ถามหน่อยเถอะว่าคิดได้ยังไง การกระทำแบบนี้แหละชาวต่างชาติเขาถึงยังมองคนไทยว่าด้อยการศึกษา ไม่ใส่รองเท้า และขี่ช้างไปเรียนหนังสืออยู่
ซึ่งนี่ไม่แปลกเลยที่ทุกคนเอาใจช่วยมุ้ย อยากให้มุ้ยประสบความสำเร็จ ในฐานะตัวแทนของประเทศชาติ ผมเองก็เช่นกัน แต่อยากขอให้ทำแค่พอดีๆ นึกถึงความเดือดร้อนที่มุ้ยอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง
บางคำพูดที่น่าจะจำกัดความได้ดีที่สุดก็คงเป็นคำว่า ความเกรงใจเป็นสมบัติของผู้ดี ยังไงก็ขอฝากด้วยนะครับ
เมื่อโพลเผยว่า ราฟาโกยค่าจ้างมากสุดลีกกัลโช่
ซึ่งทาง กัซเซ็ตต้า เดลโล่ สปอร์ต ที่เป็นสื่อกีฬาชื่อดังแดนมะกะโรนี ได้เปิดเผยโพลวิเคราะห์ผลบอลสำรวจค่าเหนื่อยของเหล่าบรรดากุนซือในลีก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี โดยระบุว่า เทรนเนอร์ที่รับค่าจ้างมากที่สุดในฤดูกาล 2014-15 นั้นได้แก่ ราฟาเอล เบนิเตซ เฮดโค้ชมาดบ๋อยอ้วนของทีม นาโปลี ซึ่งปัจจุบันรับอยู่ที่ 3.5 ล้านยูโรหรือ 157.5 ล้านบาท ต่อปี
ในส่วนของอันดับ 2-3 นั้นได้แก่
- วอลเตอร์ มาซซาร์รี่ ของทีม อินเตอร์ มิลาน 3.3 ล้านยูโรหรือ 148.5 ล้านบาท ต่อปี
- รูดี้ การ์เซีย ของทีม อาแอส โรม่า 2.8 ล้านยูโรหรือ 126 ล้านบาท ต่อปี
และในขณะที่ 2 กุนซือที่เพิ่งได้งานใหม่อย่าง
- มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี ของทีม ยูเวนตุส โดยรับอยู่ที่ 2.4 ล้านยูโรหรือ 108 ล้านบาท ต่อปี
- ฟิลิปโป้ อินซากี้ ของทีม เอซี มิลาน 1.5 ล้านยูโรหรือ 67.5 ล้านบาท ต่อปีตามลำดับ
และสำหรับกุนซือที่ได้รับค่าจ้างประจำปีน้อยที่สุด คือ
- เมาริซิโอ ซาร์รี่ ของทีม เอ็มโปลี ซึ่งรับอยู่แค่ 300,000 ยูโรหรือ 13.5 ล้านบาท ต่อปีเท่านั้น
ในส่วนของ อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือทีมชาติ อิตาลี นั้น ได้รับ 3.65 ล้านยูโรหรือ 164.25 ล้านบาท ต่อปี ซึ่งมากที่สุดในแดนมะกะโรนี
หน่วยค่าเงิน 1 ยูโร = 45 บาท
รายชื่อ20 อันดับกุนซือที่ได้ค่าจ้างมากที่สุดใน อิตาลี
- ราฟาเอล เบนิเตซ - ทีมนาโปลี ได้ค่าจ้าง 3.5 ล้านยูโร
- วอลเตอร์ มาซซาร์รี่ - ทีมอินเตอร์ มิลาน ได้ค่าจ้าง 3.3 ล้านยูโร
- รูดี้ การ์เซีย - ทีมโรม่า ได้ค่าจ้าง 2.8 ล้านยูโร
- มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี - ทีมยูเวนตุส ได้ค่าจ้าง 2.4 ล้านยูโร
- ฟิลิปโป้ อินซากี้ - ทีมเอซี มิลาน ได้ค่าจ้าง 1.5 ล้านยูโร
- วินเซนโซ่ มอนเตลล่า - ทีมฟิออเรนติน่า ได้ค่าจ้าง 1.4 ล้านยูโร
- ซินิซ่า มิไฮโลวิช - ทีมซามพ์โดเรีย ได้ค่าจ้าง 1.2 ล้านยูโร
- สเตฟาโน่ โคลันตูโอโน่ - ทีมอตาลันต้า ได้ค่าจ้าง 900,000 ยูโร
- จานปิเอโร่ กาสเปรินี่ - ทีมเจนัว ได้ค่าจ้าง 800,000 ยูโร
- จามปิเอโร่ เวนตูร่า - ทีมโตริโน่ ได้ค่าจ้าง 800,000 ยูโร
- อันเดรีย สตรามัชโชนี่ - ทีมอูดิเนเซ่ ได้ค่าจ้าง 800,000 ยูโร
- เบ็ปเป้ ยาคินี่ - ทีมปาแลร์โม่ ได้ค่าจ้าง 700,000 ยูโร
- โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ - ทีมปาร์ม่า ได้ค่าจ้าง 700,000 ยูโร
- ยูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ - ทีมซาสซูโอโล่ ได้ค่าจ้าง 700,000 ยูโร
- อันเดรีย มันดอร์ลินี่ - ทีมเฮลลาส เวโรน่า ได้ค่าจ้าง 650,000 ยูโร
- สเตฟาโน่ ปิโอลี่ - ทีมลาซิโอ ได้ค่าจ้าง 600,000 ยูโร
- ซเดเน็ก ซีแมน - ทีมกายารี่ ได้ค่าจ้าง 500,000 ยูโร
- ปิแอร์เปาโล บิโซลี่ - ทีมเชเซน่า ได้ค่าจ้าง 400,000 ยูโร
- ยูเจนิโอ คอรินี่ - ทีมคิเอโว่ ได้ค่าจ้าง 400,000 ยูโร
- เมาริซิโอ ซาร์รี่ - ทีมเอ็มโปลี ได้ค่าจ้าง 300,000 ยูโร
ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก >>>>> http://sport.sanook.com/football/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น